
ถึงตอนนี้ เชื่อว่าระดับน้ำในหลายพื้นที่คงเริ่มลดกันไปบ้างแล้ว หลายครอบครัวก็เริ่มทยอยกลับเข้าบ้านกันอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อทุกคนกลับเข้าบ้าน อาจจะต้องผงะกับสิ่งที่เห็น... เพราะบ้านบ้านหลังเดิมอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!!!
เพราะไม่เพียงแต่น้องน้ำจะเคลื่อนย้ายทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านไปคนละทิศคนละทางแล้ว แต่ยังฝากขยะและคราบสกปรกทิ้งไว้ตามพื้น กำแพง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายที่อยู่ในบ้าน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของเชื้อโรคอีกด้วย
ดังนั้น ภารกิจการทำความสะอาดบ้านครั้งนี้ ดูท่าจะเป็นงานที่หนักเอาการน่าดู แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ... แต่เพื่อน ๆ ไม่ต้องกังวลไป เพราะในวันนี้ เรามีวิธีในการทำความสะอาดบ้านอย่างครบครันทุกซอกทุกมุมมาฝากกันค่ะ
เตรียมพร้อมก่อนเข้าบ้าน
- เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม อาทิ แว่นตาช่าง, หน้ากากกรองฝุ่น, ผ้าปิดปากปิดจมูก, ถุงมือยาง, รองเท้าบูท, ไฟฉาย และหมวกนิรภัย
- จากนั้นแต่งกายให้พร้อมก่อนเข้าไปในตัวบ้าน สิ่งสำคัญคือห้ามประมาทและอย่าเข้าไปคนเดียว ต้องมีคนไปเป็นเพื่อน และต้องมีคนรออยู่ด้านนอก เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดขึ้น
ขั้นตอนก่อนเข้าไปยังตัวบ้านให้ปฏิบัติ ดังนี้
1.ก่อนเข้าไปในตัวอาคารบ้านเรือน ให้เดินดูบริเวณรอบ ๆ บ้านก่อน โดยสำรวจพิจารณาดูโครงสร้างที่อาจจะเสียหายเป็นอันตรายก่อนตัดสินใจที่จะเข้าไป
2.ระวังเรื่องสัตว์มีพิษต่าง ๆ ที่อาจหนีน้ำเข้าไปอาศัยอยู่ในตัวบ้าน
3.สังเกตดูรอยร้าว หรือการบิดตัวของโครงสร้างก่อนตัดสินใจเข้าไป
4.ตรวจดูที่จัดเก็บถังแก๊ส มองหาสิ่งผิดปกติที่อาจจะมีการรั่วซึม
5.ตรวจสอบการจ่ายไฟให้แน่ใจว่า ไฟฟ้ายังไม่ได้จ่ายกระแสเข้าไปในบ้าน โดยการดูที่คัตเอาท์ว่ายังมีการสับสวิตช์ลงอยู่หรือไม่
6.เปิดประตูให้เกิดการถ่ายเทอากาศ อย่าเหยียบเข้าบ้านทันที ให้สังเกตพื้นบ้าน ลองค่อย ๆ ใช้เท้าทิ้งน้ำหนักเพื่อทดสอบก่อน
7.สังเกตดูเพดานว่ามีการอมน้ำ แอ่นท้องช้าง หรือมีคราบน้ำอยู่หรือไม่ เพราะเพดานอาจพังทลายลงมาได้เมื่อมีการเคลื่อนไหวให้ระมัดระวัง
ตรวจเช็คเชื้อโรค-ระบบไฟฟ้า
1.การป้องกันตนเอง เช่น การใส่ถุงมือยาง และรองเท้าบูท ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคเชื้อรา, ป้องกันการสัมผัสสารเคมี รวมถึงป้องกันไฟดูด รวมทั้งคาดผ้าปิดจมูกและปากที่ช่วยป้องกันการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อราและไอระเหยของสารเคมีเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
2.ในระหว่างการทำ ความสะอาดควรเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศระบายได้มากที่สุด โดยอาจเปิดพัดลมเพดานช่วยระบายอากาศ
3.ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ จะถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปรับอากาศ และจะกลายเป็นที่เพาะพันธุ์เชื้อราต่อไป ถือเป็นภัยเงียบที่เรามองไม่เห็น
4.จากนั้นก็มาเริ่มที่ระบบไฟฟ้าของทั้งบ้าน ซึ่งจะต้องถูกปิดทันทีที่น้ำท่วมบ้าน ดังนั้น ระบบไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่จะต้องจัดการทันทีที่น้ำลด โดยให้ช่างไฟฟ้ามืออาชีพมาตรวจสอบและซ่อมแซมให้หมดก่อนจึงจะสามารถกลับไปใช้ไฟฟ้าได้
5.บางครั้งจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเดินสายไฟใหม่ทั้งหมด และสายไฟจะต้องแห้งสนิท รวมทั้งสวิตช์ไฟ, เต้าเสียบปลั๊กไฟต่าง ๆ ที่จมอยู่ใต้น้ำอาจจะมีโคลนตมและตะกอนที่มากับน้ำเข้าไปอยู่ จึงต้องมีการตรวจเช็กระบบอย่างละเอียด
6.ระบบเครื่องปรับอากาศ หลังน้ำลดต้องเรียกช่างแอร์มืออาชีพมาตรวจเช็คระบบเครื่องปรับอากาศภายในบ้านทั้งหมด พร้อมทั้งทำความสะอาดท่อต่าง ๆ, แผ่นกรองอากาศ เปลี่ยนฉนวนกันความร้อนที่จมน้ำ ฯลฯ เมื่อช่างแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วให้ซีลปิดไว้ก่อนจึงจะเริ่มการทำความสะอาดบ้าน
7.อย่าลืมว่าก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศต้องทำความสะอาดบ้านจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมกลับเข้าไปอยู่แล้วเท่านั้น
จัดพื้นที่เก็บขยะ
1.แน่นอนว่าจะมีขยะทั้งของบ้านเราเองและบ้านคนอื่น เลือกที่พักขยะหรือที่แขวนถุงขยะ เพราะสิ่งที่ลำบากที่สุดหลังน้ำลดก็คือปริมาณขยะมากกว่าคนจะมาเก็บขยะ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลา
2.เรียงลำดับ แยกประเภทขยะ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ทิ้งขยะที่จะเน่าได้ก่อน เช่น เศษอาหาร ส่วนขยะบางประเภทเก็บไว้ในบริเวณบ้านก่อนได้แล้วค่อยทยอยทิ้งทีหลัง เช่น โฟม พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ที่พังเสียหาย ส่วนขยะอันตราย จำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า หลอดไฟ (ที่ยังไม่แตก) ควรคัดแยกไว้ต่างหาก แล้วหาวิธีจัดการอย่างเหมาะสมเป็นลำดับถัดไป
วิธีเลาะซิลิโคน ที่เราอัดรูระหว่างประตู ตอนน้ำท่วม มีดังนี้...
1. ใช้มีดปลายแหลมกรีดตามรอยซิลิโคนที่ยิง
2. เมื่อเอากำแพงออกจะมีรอยเลอะและคราบของซิลิโคนติดอยู่
3. ใช้มีดปลายแหลมลอกซิลิโคนออก (ถ้าไม่มีเครื่องมือข้างต้น อาจจะใช้คัตเตอร์ หรือมีดแทนได้)
4. ใช้มีดปลายแหลมขูดเศษของซิลิโคนออกอีกรอบ
5. ทำความสะอาดลอกซิลิโคนออกจากกำแพงกั้นน้ำสังกะสีหรือแผ่นโพลีคาร์บอเนตด้วยความปราณีตเผื่อได้ไว้ใช้งานต่อ
6. เก็บกวาดอีกครั้งก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
การทำความสะอาด
1. พื้น
ด้านนอกอาคาร ทำความสะอาดโดยการฉีดน้ำล้าง การขัด และใช้น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ สามารถ ล้างแบบเปียกได้แล้วทิ้งให้แห้ง สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรครวมด้วยเพื่อความสะอาด
ด้านในอาคาร เช็ดทำความสะอาด หากคราบฝังแน่น ขัดด้วยแปรงหรือแผ่นขัด และใช้น้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรครวมด้วยเพื่อความสะอาดเพื่อทำความสะอาด
*หมายเหตุ หากพื้นที่กว้างสามารถใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง หรือเครื่องขัดพื้น ช่วยทำความสะอาดจะลดเวลาทำงานได้มาก
- พื้นไม้ สะสมความชื้นสูง ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทำความสะอาด ล้าง หรือเช็ดถู
- พื้นพรม หากสะสมความชื้นสูง แนะนำให้เปลี่ยนใหม่จะดีกว่า เพื่อความสุขภาพของผู้อยู่อาศัย หากไม่ชื้นมากให้ใช้เครื่องซักพรมทำความสะอาด หรือซักล้างด้วยแปรงขัดล้างทำความสะอาด แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำเพื่อดูดน้ำกลับ ระวังพรมบางประเภทไม่ทนต่อน้ำ กาวหรือขนพรมอาจหลุดได้
2. กำแพง
ด้านนอกอาคาร ทำความสะอาดโดยการฉีดน้ำล้าง การขัด และใช้น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ สามารถ ล้างแบบเปียกได้แล้วทิ้งให้แห้ง สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรครวมด้วยเพื่อความสะอาด
ด้านในอาคาร เช็ดทำความสะอาด หากคราบฝังแน่น ขัดด้วยแปรงหรือแผ่นขัด และใช้น้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ สามารถใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรครวมด้วยเพื่อความสะอาดเพื่อทำความสะอาด แต่สีผนังอาจหลุด จะต้องแต่งใหม่
วอลเปเปอร์ เช็ดทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค
3. เฟอร์นิเจอร์
ตู้บิลอิน เช็ดถูทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรค เปิดหน้าบานระบายความชื้น
เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ฉีดล้างทำความสะอาด นำตากแดด หากเป็น เฟอร์นิเจอร์ผ้าจะเปียกและสะสมความชื้นสูง แนะนำให้เปลี่ยนใหม่จะดีกว่า เพื่อความสุขภาพของผู้อยู่อาศัย หากไม่ชื้นมากให้ซักล้างด้วยแปรงขัดล้างทำความสะอาด แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดน้ำเพื่อดูดน้ำกลับ
4. เครื่องใช้ต่าง ๆ
เครื่องครัว แช่ทำความสะอาดในน้ำคลอรีนผสม หรือ แอลกอฮอล์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วนำไปแช่ในน้ำเดือดต้มทำความสะอาดอีกครั้ง
เครื่องเงินและโลหะ แช่ในน้ำเดือด เพื่อเป็นการต้มทำความสะอาด
ถึงเวลาลงมือทำ
หลังจากตรวจเช็กทุกอย่างจนแน่ใจแล้ว ก็มาถึงวิธีการทำความสะอาดขนานใหญ่ โดยเริ่มตามโปรแกรมดังนี้
1. เริ่มด้วยการขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อสะดวกในการจัดการกับโคลนตมที่มากับน้ำ ให้ใช้พลั่วตักดินโคลนออกจากพื้นบ้านให้ได้มากที่สุด
2. ใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง (ถ้ามี) หรือสายยางฉีดน้ำเพื่อชะล้างโคลนออกจากพื้นผิว อุปกรณ์อย่างหนึ่งที่จะช่วยผ่อนแรงได้มากคือ ไม้ปาดน้ำ หากไม่มีและพื้นที่ไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้ผ้าขนหนูทำเป็นผ้าลากน้ำได้ โดยเน้นการกำจัดดินโคลนออกไปให้หมด
3. เรื่องของพื้น หากพื้นบ้านของท่านมีการใช้วัสดุต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไวนิล, เสื่อน้ำมัน, พรม, ปาร์เกต์ ฯลฯ มีความจำเป็นที่จะต้องรื้อวัสดุปูพื้นเหล่านั้นออกเพื่อให้พื้นด้านล่างแห้ง ซึ่งกว่าจะแห้งสนิทอาจใช้ระยะเวลานานพอสมควร
4. การทำความสะอาดพื้นทุกชนิด ต้องพิจารณาดูตามความเหมาะสมของพื้น โดยทั่วไป ๆ สามารถใช้น้ำผสมคลอรีนในอัตราส่วน 0.1% (1 CC ต่อน้ำ 1,000 CC) ฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณก่อนแล้วจึงขัดถูพื้นด้วยน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ขัดถูให้ทั่วบริเวณแล้วจึงราดด้วยน้ำร้อนเดือด ๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาเคมีทำความสะอาดที่สามารถฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ ซึ่งต้องอ่านฉลากวิธีใช้ให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
5. หากเป็นไปได้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่นที่เป็นสารชีวภาพเอนไซม์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ กำจัดกลิ่น กำจัดคราบไขมันได้
- ข้อดี คือ สารชีวภาพเอนไซม์นั้นจะยังคงมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อที่จะเกิดขึ้นใหม่จากความชื้นต่อไปได้อีกนานประมาณ 3-6 เดือน ตราบที่พื้นยังมีความชื้นอยู่ และที่สำคัญสารชีวภาพเอนไซม์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
6. สำหรับพื้นบ้านที่ปูพรม ถ้าพื้นบ้านที่ปูพรมจมอยู่ใต้น้ำท่วมหรือน้ำเสีย ควรจะตัดใจกำจัดทิ้งไปเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพ เพราะพรมเป็นแหล่งเพาะเชื้อราอย่างดี
- การทำความสะอาดพรมด้วยตัวเองเป็นเรื่องยาก ต้องใช้มืออาชีพที่เชื่อถือได้ว่าจะใช้น้ำยาซักพรมที่ฆ่าเชื้อกำจัดกลิ่น และใช้เครื่องมือซักพรมชนิดพิเศษที่สามารถทำความสะอาดได้ล้ำลึก แต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดค่อนข้างสูง ควรพิจารณาให้ดี
วิธีกำจัดเชื้อราในบ้าน
ข้อแนะนำ
1. การป้องกันร่างกายให้ถูกต้อง เช่น สวมถุงมือยาง (เช่น ถุงมือล้างจานที่แม่บ้านใช้) สวมรองเท้าบูทยาง สวมหน้ากาก (mask) สวมเสื้อผ้ามิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ความสกปรกมาถูกตัว ถูกผิวหนัง/แผล หรือน้ำกระเด็นเข้าปาก/น้ำเข้าตา ต้องล้างมือล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่บ่อย ๆ ต้องคำนึงว่ากำลังทำงานอยู่กับของสกปรก
2. ใช้น้ำยาที่ใช้อยู่ตามปกติ ทำความสะอาดคราบต่าง ๆ (คราบดิน/โคลน คราบน้ำ) ก่อนในขั้นแรก เพื่อเอาความสกปรกออกให้ได้มากที่สุด เช่น น้ำยาล้างบ้าน ล้างพื้นห้องน้ำ ผงซักฟอก เป็นต้น แต่ต้องปฏิบัติตามฉลากของนำยาเหล่านั้นให้ถูกต้อง เช่น อะไรใช้กับไม้ กับกระเบื้อง กับ โลหะ (= ต้องอ่านฉลาก)
3. ควรทำในที่ที่อากาศถ่ายเทดี (ห้ามเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศ เพราะจะทำให้เชื้อราฟุ้งกระจายในอากาศ)
ขั้นตอนการทำความสะอาดเชื้อราในแต่ละส่วน
1. เมื่อเกิดเชื้อราขึ้นกับวัสดุที่เป็นพื้นแข็ง ให้ใช้น้ำสบู่ แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาขัดห้องน้ำล้าง และขัดให้ด้วยแปรงชนิดแข็งจนเชื้อราออกจนหมดจด จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหลาย ๆ รอบจนกว่าจะแน่ใจว่าสะอาด
2. วัสดุที่เป็นเนื้ออ่อน เช่น หนังสือ กระดาษมัน พลาสติก กล่อง ให้ใช้สำลีชุบฟอร์มาลีนเช็ด แล้วตามด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด จากนั้นนำไปวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องถึงเล็กน้อย แล้วปล่อยให้แห้ง
3. พรม ฝ้า หรือที่นอน หากมีเชื้อราขึ้น ให้โยนทิ้งจะปลอดภัยที่สุด เพราะวัสดุที่มีรูอย่างพรม ฝ้า และที่นอนนี้ เป็นวัสดุที่ล้างเชื้อราออกได้ยากมาก และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถล้างออกได้หมดจด 100% ซึ่งถ้าหากยังดันทุรังใช้ต่อไป ความชื้นในห้องก็อาจจะทำให้เชื้อราลุกลาม ฟักตัวได้กว้างขึ้น ทำให้เกิดโรคและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อยู่อาศัยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่คุ้มกันเลยล่ะ
4. อย่าทาสีหรือแลคเกอร์ทับในบริเวณที่เกิดเชื้อรา ให้ล้างออกให้สะอาดหมดจดก่อน จากนั้นค่อยเริ่มทาสีหรือแลคเกอร์
5. กรณีที่เชื้อราผุดให้เห็นในข้าวของเครื่องใช้ประเภทเครื่องหนัง ให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดหลาย ๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าสะอาด จากนั้นเช็ดครั้งสุดท้ายด้วยน้ำสะอาด น้ำส้มสายชูจะช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี
6. เฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ที่เป็นไม้เนื้ออ่อน โดยปกติวัสดุเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการขึ้นราเมื่อมีความชื้นอยู่แล้ว ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรมากนักหากนำมาล้างทำความสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงที่พบเชื้อ หรือเริ่มสังเกตเป็นดอกเป็นดวงขึ้น แต่ในกรณีที่น้ำท่วมแล้วปล่อยบ้านไว้นานเป็นเดือน ๆ ขอแนะนำให้ทิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเหล่านั้นไปอย่างไม่ต้องเสียดาย เพราะอาจจะฟักตัวเป็นเชื้อราที่อันตรายมากขึ้นได้
7. ย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ที่มีราขึ้น (และตอนนี้ได้ทำความสะอาดแล้ว) ไปอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือที่แสงแดดส่องถึงสักระยะหนึ่ง คือประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วหมั่นคอยตรวจสอบว่า หลังจากทำความสะอาดแล้วยังมีเชื้อราขึ้นอยู่อีกหรือไม่ หากไม่มีก็แสดงว่าสามารถแน่ใจแล้วว่าเราได้ทำความสะอาดเชื้อราออกไปได้อย่างหมดจดแล้วจริง ๆ แต่หากยังพบร่องรอยของเชื้อรา ขอให้นำมาทำความสะอาดใหม่ เพราะมันจะลามได้ง่ายมากถ้าหากวันหนึ่งอากาศชื้นอีกครั้ง
8. วอลเปเปอร์ ใช้กรดซาลิไซลิด ผสมกับแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:5 จากนั้นนำผ้ามาชุบไปเช็ดวอลเปเปอร์ซ้ำ ๆ ประมาณ 2 รอบ แต่ถ้าหากว่ามีเชื้อราอยู่มาก แนะนำให้รื้อทิ้งแล้วเปลี่ยนวอลเปเปอร์ใหม่จะดีกว่า
9. เสื้อผ้า ผ้าม่าน และผ้าห่ม หากพบเชื้อรา สามารถฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้โดยใช้น้ำร้อน จากนั้นขยี้แล้วซักให้สะอาดหลาย ๆ ครั้ง และตากในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น เพื่อเป็นการฆ่าเชื้ออีกที
10. งดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดความชื้นภายในบ้าน หากตัวบ้านเพิ่งมีราขึ้นและได้รับการทำความสะอาดไปใหม่ ๆ ไม่ควรต้มน้ำ ซักผ้า ตากผ้า เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัด แต่ควรเปิดให้อากาศภายนอกได้ระบายเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันแดดจัด แม้ว่าจะทำให้คุณร้อนอบอ้าวไปบ้าง แต่แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อราได้ดีเลยทีเดียว
เตรียมพร้อมรับมืออยู่กับน้ำ (ในคราวหน้า)
1. หากเลือกได้ ปูพื้นบ้านด้วยกระเบื้องดูจะเป็นทางเลือกที่ง่ายต่อการทำความสะอาดที่สุด
2. ถังส้วม อย่าฝังไว้ในดิน ลองประยุกต์พื้นที่จัดวาง เช่น ใต้บันได
3. กล่องไฟแยกระบบชั้นบน-ชั้นล่างชัดเจน ถึงเวลาน้ำมาตัดไฟชั้นล่าง ใช้ชีวิตชั้นบนได้ตามปกติ
4. ทุกชุมชนควรกำหนดพื้นที่พักขยะหรือซากปรักหักพังเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติไว้อย่างชัดเจน ขยะจะได้ไม่ล้นทะลัก และช่วยให้ง่ายต่อการจัดการในภายหลัง

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่จะนำความเดือดร้อน และความเสียหายมายังผู้ประสบภัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วม หรือน้ำลดแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้ หน่วยงานทางสาธารณสุขออกมาเร่งเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกทอด
ด้วยเหตุนี้ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ "คู่มือประชาชนสำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม" ขึ้น เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ โดยกรมควบคุมโรค ก็ได้แนะนำทั้งเรื่องของการปรุงอาหาร การล้างมือ การขับถ่ายเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการจัดการขยะ การดูแลบาดแผลต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่แพร่ระบาดในช่วงน้ำท่วมด้วย
สำหรับ ใครที่บ้านน้ำลดแล้ว คู่มือดี ๆ เล่มนี้จะยังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังน้ำลด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลบ้านเรือน สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร หลังน้ำลด รวมทั้งเทคนิคการปรับสภาพชีวิตสู่สภาพปกติ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันโรคระบาดหลังน้ำท่วม อันมียุง แมลงวัน และหนูเป็นพาหะ
ใครที่สนใจคู่มือฉบับนี้ คลิกดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่จะนำความเดือดร้อน และความเสียหายมายังผู้ประสบภัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วม หรือน้ำลดแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้ หน่วยงานทางสาธารณสุขออกมาเร่งเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกทอด
ด้วยเหตุนี้ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ "คู่มือประชาชนสำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม" ขึ้น เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ โดยกรมควบคุมโรค ก็ได้แนะนำทั้งเรื่องของการปรุงอาหาร การล้างมือ การขับถ่ายเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการจัดการขยะ การดูแลบาดแผลต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่แพร่ระบาดในช่วงน้ำท่วมด้วย
สำหรับ ใครที่บ้านน้ำลดแล้ว คู่มือดี ๆ เล่มนี้จะยังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังน้ำลด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลบ้านเรือน สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร หลังน้ำลด รวมทั้งเทคนิคการปรับสภาพชีวิตสู่สภาพปกติ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันโรคระบาดหลังน้ำท่วม อันมียุง แมลงวัน และหนูเป็นพาหะ
ใครที่สนใจคู่มือฉบับนี้ คลิกดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่จะนำความเดือดร้อน และความเสียหายมายังผู้ประสบภัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วม หรือน้ำลดแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้ หน่วยงานทางสาธารณสุขออกมาเร่งเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกทอด
ด้วยเหตุนี้ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ "คู่มือประชาชนสำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม" ขึ้น เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ โดยกรมควบคุมโรค ก็ได้แนะนำทั้งเรื่องของการปรุงอาหาร การล้างมือ การขับถ่ายเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการจัดการขยะ การดูแลบาดแผลต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่แพร่ระบาดในช่วงน้ำท่วมด้วย
สำหรับ ใครที่บ้านน้ำลดแล้ว คู่มือดี ๆ เล่มนี้จะยังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังน้ำลด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลบ้านเรือน สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร หลังน้ำลด รวมทั้งเทคนิคการปรับสภาพชีวิตสู่สภาพปกติ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันโรคระบาดหลังน้ำท่วม อันมียุง แมลงวัน และหนูเป็นพาหะ
ใครที่สนใจคู่มือฉบับนี้ คลิกดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่จะนำความเดือดร้อน และความเสียหายมายังผู้ประสบภัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วม หรือน้ำลดแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้ หน่วยงานทางสาธารณสุขออกมาเร่งเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกทอด
ด้วยเหตุนี้ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ "คู่มือประชาชนสำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม" ขึ้น เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ โดยกรมควบคุมโรค ก็ได้แนะนำทั้งเรื่องของการปรุงอาหาร การล้างมือ การขับถ่ายเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการจัดการขยะ การดูแลบาดแผลต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่แพร่ระบาดในช่วงน้ำท่วมด้วย
สำหรับ ใครที่บ้านน้ำลดแล้ว คู่มือดี ๆ เล่มนี้จะยังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังน้ำลด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลบ้านเรือน สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร หลังน้ำลด รวมทั้งเทคนิคการปรับสภาพชีวิตสู่สภาพปกติ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันโรคระบาดหลังน้ำท่วม อันมียุง แมลงวัน และหนูเป็นพาหะ
ใครที่สนใจคู่มือฉบับนี้ คลิกดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ

สถานการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่จะนำความเดือดร้อน และความเสียหายมายังผู้ประสบภัยแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราต้องเฝ้าระวังก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงน้ำท่วม หรือน้ำลดแล้วก็ตาม ดังจะเห็นได้ว่า ในขณะนี้ หน่วยงานทางสาธารณสุขออกมาเร่งเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจจะขยายตัวเป็นวงกว้าง หลังเหตุการณ์น้ำท่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับผลกระทบอีกทอด
ด้วยเหตุนี้ สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้จัดทำ "คู่มือประชาชนสำหรับป้องกันโรคที่มากับน้ำท่วม" ขึ้น เพื่อเป็นข้อแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองในเบื้องต้นได้ โดยกรมควบคุมโรค ก็ได้แนะนำทั้งเรื่องของการปรุงอาหาร การล้างมือ การขับถ่ายเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งการจัดการขยะ การดูแลบาดแผลต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ ที่แพร่ระบาดในช่วงน้ำท่วมด้วย
สำหรับ ใครที่บ้านน้ำลดแล้ว คู่มือดี ๆ เล่มนี้จะยังให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวหลังน้ำลด ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดูแลบ้านเรือน สิ่งของ เครื่องใช้ อาหาร หลังน้ำลด รวมทั้งเทคนิคการปรับสภาพชีวิตสู่สภาพปกติ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันโรคระบาดหลังน้ำท่วม อันมียุง แมลงวัน และหนูเป็นพาหะ
ใครที่สนใจคู่มือฉบับนี้ คลิกดาวน์โหลดได้ที่นี่เลยค่ะ

เคยสงสัยกันไหมว่า รถราที่วิ่งกันขวักไขว่อยู่บนท้องถนน ทำไมป้ายทะเบียนถึงมีสีสันแตกต่างกันไป แล้วมีความหมายอย่างไร วันนี้มีคำตอบ
สีพื้นแผ่นป้ายทะเบียนและตัวอักษรของรถที่วิ่งบนท้องถนน มีอยู่หลากหลายรูปแบบ และแต่ละสี ก็ให้ความหมายที่ไม่เหมือนกัน ถ้าผู้ใช้ถนนลองสังเกตและทราบความหมายแล้ว ก็จะสามารถระบุได้ว่า รถที่เห็นอยู่นั้น เป็นรถประเภทใด ต่อไปนี้ คือความหมายของสีพื้นและตัวอักษรป้ายทะเบียนรถ ที่นำมาฝาก
รถยนต์ส่วนบุคคลที่ไม่เกิน 7 ที่นั่ง ใช้ป้ายทะเบียนรถสีขาวสะท้อนแสง ส่วนตัวอักษรเป็นสีดำ แบบที่เห็นกันตามท้องถนนโดยทั่วไป
แต่ถ้าเป็นรถที่เกิน 7 ที่นั่ง ตัวอักษรจะเป็นสีน้ำเงิน
ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลใช้ตัวอักษรสีเขียว
สำหรับรถยนต์รับจ้างที่บรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 7 คน ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถสีเหลืองสะท้อนแสง มีตัวอักษรสีดำ
แตกต่างจากรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดใช้อักษรสีแดง
รถสามล้อสีเขียว และสี่ล้อเล็กรับจ้างเป็นสีน้ำเงิน
หากเป็นรถจักรยานยนต์ส่วนตัว ใช้ป้ายทะเบียนสีขาว ตัวอักษรสีดำ
ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างใช้ป้ายสีเหลืองสะท้อนแสง ตัวอักษรสีดำเช่นกัน
ส่วนรถยนต์ประเภทที่ไว้ให้เช่าหรือรถสำหรับบริการทัศนาจรหรือเพื่อธุรกิจอื่น ๆ พื้นแผ่นป้ายจะเป็นสีเขียวสะท้อนแสง ตัวอักษรเป็นสีขาว
ส่วนป้ายทะเบียนรถที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อย ๆ เช่น รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถใช้งานเกษตรกรรม ป้ายทะเบียนใช้สีส้มสะท้อนแสง ตัวอักษรใช้สีดำ
ป้ายทะเบียนรถยนต์ของคณะผู้แทนทางการทูต พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาว (ไม่สะท้อนแสง) ตัวอักษรเป็นสีดำ ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ท ตามด้วยรหัสประเทศ ขีด แล้วถึงจะเป็นเลขทะเบียน
ต่างกับรถยนต์ของบุคคลในหน่วยงานพิเศษของสถานทูต ใช้ตัวอักษร พ
ของคณะผู้แทนทางกงสุล ใช้อักษร ก
ส่วนทะเบียนรถของ องค์การระหว่างประเทศ หรือ ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ใช้อักษร อ สีป้ายเป็นสีฟ้าไม่สะท้อนแสงและตัวอักษรเป็นสีขาว
มีป้ายทะเบียนรถอีกประเภทหนึ่ง ที่พบเห็นบ่อย ๆ คือป้ายทะเบียนที่มีพื้นหลังเป็นกราฟิกรูปภาพ หมายถึง ทะเบียนรถที่มีการประมูล โดยใช้เฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งเท่านั้น

เคยสงสัยกันไหมว่า รถราที่วิ่งกันขวักไขว่อยู่บนท้องถนน ทำไมป้ายทะเบียนถึงมีสีสันแตกต่างกันไป แล้วมีความหมายอย่างไร วันนี้มีคำตอบ
สีพื้นแผ่นป้ายทะเบียนและตัวอักษรของรถที่วิ่งบนท้องถนน มีอยู่หลากหลายรูปแบบ และแต่ละสี ก็ให้ความหมายที่ไม่เหมือนกัน ถ้าผู้ใช้ถนนลองสังเกตและทราบความหมายแล้ว ก็จะสามารถระบุได้ว่า รถที่เห็นอยู่นั้น เป็นรถประเภทใด ต่อไปนี้ คือความหมายของสีพื้นและตัวอักษรป้ายทะเบียนรถ ที่นำมาฝาก
รถยนต์ส่วนบุคคลที่ไม่เกิน 7 ที่นั่ง ใช้ป้ายทะเบียนรถสีขาวสะท้อนแสง ส่วนตัวอักษรเป็นสีดำ แบบที่เห็นกันตามท้องถนนโดยทั่วไป
แต่ถ้าเป็นรถที่เกิน 7 ที่นั่ง ตัวอักษรจะเป็นสีน้ำเงิน
ส่วนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลใช้ตัวอักษรสีเขียว
สำหรับรถยนต์รับจ้างที่บรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 7 คน ใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถสีเหลืองสะท้อนแสง มีตัวอักษรสีดำ
แตกต่างจากรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดใช้อักษรสีแดง
รถสามล้อสีเขียว และสี่ล้อเล็กรับจ้างเป็นสีน้ำเงิน
หากเป็นรถจักรยานยนต์ส่วนตัว ใช้ป้ายทะเบียนสีขาว ตัวอักษรสีดำ
ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างใช้ป้ายสีเหลืองสะท้อนแสง ตัวอักษรสีดำเช่นกัน
ส่วนรถยนต์ประเภทที่ไว้ให้เช่าหรือรถสำหรับบริการทัศนาจรหรือเพื่อธุรกิจอื่น ๆ พื้นแผ่นป้ายจะเป็นสีเขียวสะท้อนแสง ตัวอักษรเป็นสีขาว
ส่วนป้ายทะเบียนรถที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อย ๆ เช่น รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ และรถใช้งานเกษตรกรรม ป้ายทะเบียนใช้สีส้มสะท้อนแสง ตัวอักษรใช้สีดำ
ป้ายทะเบียนรถยนต์ของคณะผู้แทนทางการทูต พื้นแผ่นป้ายเป็นสีขาว (ไม่สะท้อนแสง) ตัวอักษรเป็นสีดำ ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ท ตามด้วยรหัสประเทศ ขีด แล้วถึงจะเป็นเลขทะเบียน
ต่างกับรถยนต์ของบุคคลในหน่วยงานพิเศษของสถานทูต ใช้ตัวอักษร พ
ของคณะผู้แทนทางกงสุล ใช้อักษร ก
ส่วนทะเบียนรถของ องค์การระหว่างประเทศ หรือ ทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ใช้อักษร อ สีป้ายเป็นสีฟ้าไม่สะท้อนแสงและตัวอักษรเป็นสีขาว
มีป้ายทะเบียนรถอีกประเภทหนึ่ง ที่พบเห็นบ่อย ๆ คือป้ายทะเบียนที่มีพื้นหลังเป็นกราฟิกรูปภาพ หมายถึง ทะเบียนรถที่มีการประมูล โดยใช้เฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งเท่านั้น

คอมมอนเรล เป็นชื่อเรียกของระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหนึ่งของเครื่องยนต์ดีเซล จริงๆ แล้วก็คือ ระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์นั่นเองแต่เพราะเดิมเครื่องยนต์ดีเซลก็เป็นระบบหัวฉีดทุกตัวอยู่แล้ว ซึ่งเป็นแบบกลไก ถ้าจะเรียกระบบใหม่โดยมีคำว่าหัวฉีด(INJECTION)ผสมอยู่ด้วย ก็คงกลัวว่าจะเกิดความสับสนหรือไม่รู้สึกว่าใหม่จริง จึงนำจุดเด่นเรื่องการมีรางน้ำมันแรงดันสูงร่วมกันมาตั้งเป็นชื่อเรียก
คอมมอนเรล ก็เป็นหนึ่งและเหมือนกับชื่อเรียกระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบอื่น เช่น คาร์บูเรเตอร์ หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ หัวฉีดกลไกหัวฉีดเคเจททรอนิกส์ (ในเบนซ์รุ่นเก่าๆ)ไม่ได้เป็นชื่อของเครื่องยนต์ และไมได้มีใครมีลิขสิทธ์ในชื่อนี้แต่อย่างไร เพราะเป็นชื่อเรียกกลางๆ เหมือนว่าเป็นหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องยนต์ดีเซล แบบมีรางน้ำมันแรงดันสูงร่วมกันเท่านั้น (คอมมอน=ร่วม เรล=ราง) เหมือนๆ กับเรียกว่า เครื่องยนต์เบนซินคาร์บูเรเตอร์, เครื่องยนต์เบนซินหัวฉีด, เครื่องยนต์ดีเซลหัวฉีดกลไก, เครื่องยนต์ดีเซลหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ (คอมมอนเรล) ไม่มีบริษัทรถยนต์รายใดเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในชื่อนี้
สำหรับบริษัทรถยนต์จะไม่มีต้นตำหรับ ไม่มีพันธ์แท้ เพราะทุกบริษัทรถยนต์ไม่ได้ค้นคิดเอง ล้วนซื้อลิขสิทธิ์และอุปกรณ์จากผู้ชำนาญเฉพาะทางมาทั้งนั้น ไม่มีซูเปอร์คอมมอนเรล ถ้ามีก็คือการเล่นคำทางภาษาในการโฆษณาเท่านั้น ในต่างประเทศไม่มีการใช้คำว่าซูเปอร์กับระบบนี้
ในปัจจุบัน รถปิกอัพในไทยที่ใช้ระบบคอมมอนเรล ยังด้อยกว่ารถเก๋งในยุโรปนับสิบรุ่นที่มีระบบการทำงานเหนือกว่า และผ่านไอเสียยูโรสเต็ป 4 ดังนั้นถ้ารถปิกอัพในไทยเป็นซูเปอร์คอมมอนเรล รถเก๋งในยุโรปเหล่านั้นก็ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาเรียก และไม่พบว่ามีรายใดใช้คำว่าซูเปอร์นำหน้า
การใช้คำว่าซูเปอร์คอมมอนเรล จึงเป็นลูกเล่นในการโฆษณาสร้างความรู้สึกให้เหนือกว่าเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับทางวิศวกรรมเลย ผู้ผลิตอุปกรณ์และระบบคอมมอนเรลในปัจจุบันมีไม่กี่รายในโลก เช่น บ็อช, นิปปอน เดนโซ, เดลฟาย, ซีเมนส์ ฯลฯ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่คนไทยมีโอกาสได้ใช้รถปิกอัพเครื่องยนต์คอมมอนเรล แม้จะทยอยเปลี่ยนกันอย่างช้าๆ บางยี่ห้อออกรุ่นที่หวังจะสร้างภาพพจน์ที่ดีออกมาก่อน แต่รุ่นที่ขายดีจริงๆ ยังขายรุ่นเก่าอยู่ แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของคนไทย และน่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในทุกยี่ห้อไปในทางที่ดีขึ้น

เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีองค์กรอะไรบ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการประกันภัย
1. คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) (Office of insurance Commission ) หรือกรมการประกันภัยเดิม
มีหน้าที่ กำกับ ควบคุม ดูแล คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนด้านประกันภัย
มีจุดประสงค์เพื่อ ให้บริษัทประกันภัยมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับมาตรฐานสากล มีการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมจากประกันภัย ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของประกันภัยและสามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่าย และให้ความคุ้มครองบุคลากร(เจ้าหน้าที่ของบริษัทประกัน)ในการถูกฟ้องร้องโดยมีกฎหมายรองรับ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้สมัครสอบตัวแทนนายหน้าประกันชีวิต (ที่นี่แหละครับพวกเหล่าบริษัทประกันชอบอ้างว่า้เป็นไปตามหลักกรมธรรม์ ต้องอย่างนี้ๆๆๆ ไม่พอใจให้ไปให้ไปถาม คปภ. หรือไปฟ้องร้องเอาเองเพราะเป็นคนออกกฎขึ้นมา ผมว่ามันเป็นช่องโหว่ของกรมธรรม์มากๆเลยที่ระบุคำพูดในกรมธรรม์ออกมาแล้วพวกบริษัทประกัน"เล่นคำ"ทำให้ผู้เอาประกัน"โกรธ"และ"เกลียด" ประกันไปเลย แต่มันก็ยากที่จะเก็บความเสี่ยงไว้เองโดยไม่ทำประกันก็เลยต้อง "เปลี่ยน" บริษัทอยู่ร่ำไป )
2.บริษัทประกันภัย (Insurance Company)
พรบ. ประกันวินาศภัย 2535 และ พรบ. ประกันชีวิต 2535 ได้กำหนดว่าจะตั้งบริษัทประกันภัยได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในรูป บริษัทจำกัด หรือ บริษัท มหาชน จำกัด เท่านั้นและได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในด้านประกันภัยได้เท่านั้น หน้าที่คงไม่ต้องบอกนะครับ - -a
3.บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) (Thai Reinsurance Public Co .,Ltd.)
จัดตั้งโดยความร่วมมือของฝ่ายเอกชนและฝ่ายรัฐบาลเพื่อเป็นส่วนกลางของธุรกิจประกันภัยไทยและมีทุกบริษัทของบริษัทประกันภัยเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้
มีหน้าที่ ทำธุรกิจในด้านการประกันภัยต่อกับบริษัทผู้ประกอบกิจการประกันภัยด้วยกันเท่านั้น จะไม่มีการเสนอขายกรมธรรม์ให้แก่ประชาชนผู้เอาประกันทั่วไป รับประกันภัยต่อจากต่างประเทศ (รับประกันภัยต่อภาษาบ้านๆก็คือช่วยกันแชร์ความเสี่ยงเพื่อไม่ให้บริษัทล้มละลายนั่นเอง) อีกทั้งเป็นศูนย์การประมวลสถิติผลงานของธุรกิจประกันภัยในประเทศไทย
4.สมาคมประกันวินาศภัย (Thai General Insurance Association)
มีสมาชิกเป็นบริษัทประกันภัยที่จดทะเบียนในประเทศไทย 57 บริษัทและเป็นสาขาของบริษัทต่างประเทศอีก 5 บริษัท วัตถุประสงค์ของสมาคมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการประกอบวิสาหกิจเกี่ยวกับประกันภัย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในบริษัทแก้ไขข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาตกลงกับบุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมกิจการประกันภัย วางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติเกี่ยวกับประกันภัยเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรี่ยบร้อย สอดส่องความเคลื่อนไหวของกิจการประกันภัยทั้งภายในและนอกประเทศ เผยแพร่ความรู้ด้านประกันภัยให้ประชาชน
5.สถาบันประกันภัยไทย ( Thailand Insurance Institute )
เกิดขึ้นจากความร่วมมือของสมาคมประกันชีวิตและสมาคมประกันวินาศภัยและกรมการประกันภัย
มีหน้าที่คือพัฒนาส่งเสริมความรู้และเผยแพร่ความรู้ด้านประกันภัยให้กับการประชาชนที่ใช้บริการประกันภัย
6.สมาคมประกันชีวิตไทย ( The Thai Life Assurance Association )
เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ส่งเสริมกำดำเนินงาน ศึกษาค้นคว้าวิชาการ รวมถึงช่วยเหลือสนับสนุนสมาชิกในการดำเนินงานประกัน
7.สมาคมนายหน้าประกัน ( Insurance Brokers Association )
เป็นการรวมตัวของผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นหน้าหน้าประกันชีวิตและวินาศภัย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในการเจรจาแก้ไขปัญหา
8.สมาคมตัวแทนขายประกัน
เป็นการรวมตัวกันของตัวแทนประกันชีวิตและวินาศภัย เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย
9.สมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย (The Society of Actuaries of Thailand)
กำหนด ส่งเสริมวิชาชีพนักคณิตศาสตร์ประกันภัยให้อยู่มาตรฐานสูง ทางด้านจริยธรรมทางวิชาชีพ ค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่เกี่ยวกับความณู้ด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย เช่นในด้าน เศรษฐศาสตร์ การเงิน การลงทุน สถิติ บำนาญ สวัสดิการพนักงาน เป็นต้น ทำหน้าที่ประสานงานทั้งในและนอกประเทศ
และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
10.สำนักงานอัตราเบี้ยประกันวินาศภัย (The Insurance Premium Rating Bureau)
ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลสถิติของการประกันวินาศภัย (Data Bank) และนำเสนอต้นทุนความเสียหายอ้างอิงของแต่ละประเภทภัยซึ่งมีเยอะมากๆ เพื่อความเป็นธรรมในการกำหนดอัตราเบี้ยประกันแก่ทั้งสองฝ่าย
11.สำนักงานประกันสังคม ( ที่ถูกหักออกจากเงินเดือนของเราๆ - -" ) มีหน้าที่ดังนี้
- การรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกันตนกรณีต่าง ๆรวมถึงดูแลข้อพิพาทระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ประกันตนในเบื้องต้น
- การจัดการและตรวจสอบกองทุนเงินทดแทนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมเนื่องจากกองทุนทดแทนมีข้อบังคับที่ชัดเจนในเรื่องการบาดเจ็บจากการทำงานถึงจะทำการเบิกจ่ายได้
- บริหารเงินของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาลโดยพยายามให้ได้กำไรเสมอไม่ว่ามากหรือน้อยก็ตาม
- รับการแจ้งเรื่องการขอเป็นผู้ประกันตนการลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน
- รับการแจ้งเรื่องเบิกจ่ายเงินค่าทันตกรรมของผู้ประกันตน ซึ่งปัจจุบันเบิกได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 300 บาท
- แจ้งข่าวสารให้บริษัทและผู้ประกันตนรับทราบรวมถึงการประสานงานที่ดีระหว่างเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทอันเป็นตัวแทนผู้ประกันตน
- สำรองจ่ายงบฉุกเฉินเท่าที่จำเป็นในกรณีที่มีการประสบอันตรายฉุกเฉินสามารถรักษาได้ในโรงพยาบาลเฉพาะที่รับบัตรประกันสังคมทั่วราชอาณาจักรไทย
- ดูแลการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคม อาทิเช่นกรณีคนไข้ต้องเข้าพักในโรงพยาบาล หรือต้องเคลื่อนย้ายคนไข้ด้วยรถพยาบาลรวมถึงให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส สุจริต เที่ยงธรรมและสามารถตรวจสอบได้
- รับแจ้งเรื่องขอเงินสงเคราะห์บุตรของผู้ประกันตน และการเสียชีวิตของผู้ประกันตนรวมถึงตรวจสอบการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมอาทิเช่นการเสียชีวิตจากการทำงานหรือการเสียชีวิจจากเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
กองทุนเงินทดแทน
ค่ารักษาพยาบาลกรณีประสบอันตรายจากการทำงาน
หลักฐานที่ต้องใช้เพื่อขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน
ค่าทดแทนกรณีฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตราย
ค่าทดแทนกรณีสูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของอวัยวะบางส่วน
ค่าทดแทนกรณีไม่สามารถทำงานได้ติดต่อกันเกิน 3 วันขึ้นไป
12.บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด
- ให้บริการเกี่ยวกับการรับคำร้องขอค่าเสียหายเบื้องต้นและการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือเงินต่างๆ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฉบับที่ 3 พ.ศ.2540 และดำเนินกิจการตามที่บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจะได้มอบหมาย
- ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยเฉพาะการประกันภัยรถตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
- ดำเนินกิจการอื่นตามที่กำหนดในหนังสือบริคณห์สนธิ (เงื่อนไขในนการตั้งบริษัทจำกัดนั่นเอง)
- จัดสอบใบอนุญาตตัวแทนประกันวินาศภัย
- ทำหน้าที่รับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์เท่านั้น
รวบรวมมาได้เท่านี้แหละครับ ใครมีอะไรเพิ่มเติมก็ช่วยคอมเม้นต์บอกกันด้วยนะครับ :)
ที่มา:Wiss Obey