เช็คราคาแผนประกันตรงใจ
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ *
นามสกุล *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *


ช่วงหน้าฝน หลายพื้นที่อาจเจอฝนตกหนัก น้ำรอระบาย น้ำท่วมขัง หรือขับรถผ่านถนนที่มีน้ำสูงโดยไม่ทันระวัง ปัญหาที่ตามมาคือ น้ำเข้ารถยนต์ ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายแค่เรื่องความเปียกชื้นเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้เกิดกลิ่นอับ เชื้อรา คราบสกปรก สนิม รวมถึงความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ภายในรถได้ วันนี้พี่หมี TQM จะแนะนำวิธีจัดการแก้ไขปัญหา น้ำเข้ารถยนต์ อย่างถูกวิธี เพื่อคืนความสะอาดให้ห้องโดยสารรถของคุณ
Key Takeaway
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
ปัญหาน้ำเข้ารถยนต์ เกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้มาจากการขับรถลุยน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว การเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้แก้ไขได้ตรงจุด และลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต โดยสาเหตุหลักอาจเกิดได้จากดังนี้
หนึ่งในสาเหตุหลักของ น้ำเข้ารถยนต์ คือการขับรถผ่านน้ำท่วมสูง โดยเฉพาะเมื่อน้ำสูงเกินครึ่งล้อ หรือมีคลื่นน้ำจากรถคันอื่นซัดเข้ามา น้ำอาจไหลผ่านช่องประตู ช่องพื้นรถ หรือซึมเข้าตามจุดต่าง ๆ ได้
รถที่จอดในพื้นที่ต่ำ ลานจอดกลางแจ้ง หรือบริเวณที่ระบายน้ำไม่ดี มีโอกาสเกิดน้ำเข้ารถยนต์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำอาจค่อย ๆ สูงขึ้นและไหลเข้าทางประตู พื้นรถ หรือช่องระบายอากาศ
ยางขอบประตูมีหน้าที่กันน้ำ กันฝุ่น และลดเสียงรบกวนจากภายนอก หากยางเริ่มแข็ง กรอบ แตก หรือปิดไม่สนิท อาจทำให้น้ำเข้ารถยนต์ได้โดยเฉพาะเวลาฝนตกหนัก หรือล้างรถด้วยแรงดันน้ำสูง
ในรถยนต์จะมีรูระบายน้ำตามจุดต่าง ๆ เช่น บริเวณประตู ใต้กระจกหน้า หลังคาซันรูฟ หรือช่องระบายใต้ตัวถัง หากรูระบายน้ำอุดตันจากเศษใบไม้ ดิน หรือฝุ่นสะสม ก็อาจทำให้น้ำเข้ารถยนต์ได้
รถบางคันเกิดน้ำเข้ารถยนต์ จากซีลกระจกหน้า กระจกหลัง หรือหลังคาซันรูฟรั่ว เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะค่อย ๆ ซึมเข้ามาตามแนวกระจก แล้วไหลลงพรมหรือแผงคอนโซล ซึ่งอาจทำให้ระบบไฟฟ้าเสียหายได้
.jpg)
เมื่อเจอปัญหาน้ำเข้ารถยนต์ อย่าเพิ่งตกใจ การทำความสะอาดหลังน้ำเข้ารถยนต์ ต้องเน้นกำจัดน้ำ ความชื้น และสิ่งสกปรกให้หมด ไม่ใช่แค่เช็ดให้แห้งเฉพาะผิวหน้า เพราะเชื้อรามักเกิดจากความชื้นที่ซ่อนอยู่ใต้พรม เบาะ หรือซอกภายในรถ โดยมีวิธีการทำความสะอาดง่ายๆ ดังนี้
หลังเกิดน้ำเข้ารถยนต์ ควรนำของทุกอย่างออกจากรถ เช่น พรมยาง พรมผ้า รองเท้า เอกสาร ถุงผ้า กล่องเก็บของ และของใช้ส่วนตัว เพราะสิ่งของเหล่านี้อาจอุ้มน้ำและกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อราได้
พรมเป็นจุดที่รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อ น้ำเข้ารถยนต์ โดยเฉพาะพรมผ้าที่ดูดซับน้ำได้ดี หากปล่อยไว้จะเกิดกลิ่นอับและเชื้อราได้ง่าย ควรถอดพรมออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด ผสมน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ แล้วตากแดดให้แห้งสนิท
เมื่อน้ำเข้ารถยนต์ และมีน้ำขังบนพื้น ควรใช้เครื่องดูดน้ำหรือผ้าแห้งซับน้ำออกให้มากที่สุด หากมีเครื่องดูดฝุ่นแบบดูดน้ำได้จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่ห้ามใช้เครื่องดูดฝุ่นทั่วไปที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับดูดน้ำ เพราะอาจเกิดอันตรายจากไฟฟ้าได้
หลังจากดูดน้ำออกแล้ว ปัญหา น้ำเข้ารถยนต์ อาจยังไม่จบ เพราะน้ำมักซึมลงไปใต้พรมพื้นรถ ซึ่งเป็นจุดที่แห้งยากมาก หากไม่เปิดตรวจ อาจเกิดเชื้อราใต้พรมโดยไม่รู้ตัว
หากน้ำเข้ารถยนต์ จนเบาะเปียก ต้องรีบจัดการทำความสะอาดตามประเภทของเบาะรถยนต์ ดังนี้

เมื่อน้ำเข้ารถยนต์ น้ำอาจกระเด็นหรือซึมเข้าแผงประตู ช่องเก็บของ คอนโซลกลาง และรางเบาะ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดให้ทั่ว โดยเฉพาะจุดที่มีรอยต่อหรือซอกเล็ก ๆ หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำเข้าไปในห้องโดยสารโดยตรง เพราะอาจทำให้ความชื้นเพิ่มขึ้นและกระทบระบบไฟฟ้า
หลังทำความสะอาดน้ำเข้ารถยนต์ ควรเปิดประตูรถทุกบาน แล้วใช้พัดลมหรือเครื่องเป่าลมช่วยไล่ความชื้นออกจากภายในรถ ควรเป่าอย่างต่อเนื่องจนพรม เบาะ และพื้นรถแห้งสนิท หากมีแดด ควรจอดรถในที่แดดส่องถึง เปิดประตูหรือหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท
หลังน้ำเข้ารถยนต์ แม้ทำความสะอาดแล้ว รถอาจยังมีกลิ่นอับหลงเหลืออยู่ เช่นเบาะรถเหม็นอับ สามารถใช้สารดูดความชื้น เช่น ซิลิกาเจล ถ่านไม้ หรือกล่องดูดความชื้น วางไว้ในรถเพื่อช่วยลดความชื้น
เมื่อน้ำเข้ารถยนต์โดยเฉพาะน้ำท่วมขังหรือน้ำสกปรก ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม เพราะน้ำอาจมีเชื้อโรค สิ่งสกปรก หรือสารปนเปื้อน ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดภายในรถที่ปลอดภัยกับวัสดุ และหลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรงที่อาจทำลายเบาะ พรม หรือแผงพลาสติก

หลังทำความสะอาดแล้ว ควรตรวจซ้ำหลายจุด เพราะปัญหาน้ำเข้ารถยนต์ มักทิ้งความชื้นไว้ในจุดที่เข้าถึงยาก ซึ่งจุดเสี่ยงที่ควรระวังมีดังนี้

เมื่อเกิดน้ำเข้ารถยนต์ หลายคนอาจรีบแก้ไขด้วยวิธีที่คิดว่าง่าย แต่บางวิธีอาจทำให้รถเสียหายมากขึ้น หรือทำให้เชื้อราเกิดเร็วกว่าเดิม ซึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อน้ำเข้ารถยนต์ มีดังนี้
การป้องกันน้ำเข้ารถยนต์ นั่นสำคัญมาก เพราะช่วยลดความเสียหาย ลดค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจากเชื้อรา โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนักหรือน้ำท่วมขัง
หากเห็นว่าน้ำท่วมสูง ไม่ควรฝืนขับผ่าน เพราะอาจทำให้ น้ำเข้ารถยนต์ หรือเกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้ ควรเลือกเส้นทางอื่น แม้อาจใช้เวลามากขึ้น แต่ปลอดภัยกว่า
ยางขอบประตูเป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันน้ำเข้ารถยนต์ ควรตรวจดูว่ามีรอยแตก แข็ง กรอบ หรือหลุดหรือไม่ หากพบความผิดปกติควรเปลี่ยนใหม่ เพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าห้องโดยสาร
ควรทำความสะอาดรูระบายน้ำบริเวณประตู ใต้กระจกหน้า และหลังคาซันรูฟอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากอุดตัน อาจทำให้น้ำเข้ารถยนต์ ได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนักต่อเนื่อง
ช่วงหน้าฝนควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในพื้นที่ต่ำ ใต้ทางลาด หรือจุดที่น้ำท่วมขังบ่อย เพราะมีความเสี่ยงเกิดน้ำเข้ารถยนต์ ด้ง่าย หากจำเป็นต้องจอดกลางแจ้ง ควรเลือกพื้นที่ที่ระบายน้ำดี
อีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือการตรวจสอบความคุ้มครองของประกันรถยนต์คุ้มครองน้ำท่วม เพราะกรณี น้ำเข้ารถยนต์ จากน้ำท่วม อาจมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าทำความสะอาด ค่าซ่อมระบบไฟฟ้า ค่าเปลี่ยนอะไหล่ หรือค่าซ่อมเครื่องยนต์
ปัญหาน้ำเข้ารถยนต์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะความชื้นที่ดูเหมือนเล็กน้อยอาจกลายเป็นกลิ่นอับ เชื้อรา สนิม และความเสียหายต่อระบบไฟฟ้าได้ การดูแลรถในช่วงหน้าฝนควรเน้นการป้องกัน เช่น เลี่ยงเส้นทางน้ำท่วม ตรวจซีลยางขอบประตู ทำความสะอาดช่องระบายน้ำ และเช็คความชื้นในรถเป็นประจำ เพราะยิ่งรู้เร็วเมื่อเกิด น้ำเข้ารถยนต์ ก็ยิ่งลดโอกาสเกิดเชื้อรา กลิ่นอับ และค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้มากขึ้น
อีกสิ่งที่สำคัญในการดูแลรถยนต์ช่วงหน้าฝนคือการมี ประกันรถยนต์ช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างสบายใจ คุ้มครองทั้งอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างฝนตกหนักหรือความเสียหายจากน้ำท่วมรถ สนใจเช็คเบี้ยประกันรถยนต์กับทาง TQM หรือกรอกข้อมูลที่กล่องด้านล่างเพื่อค้นหาแผนประกันตรงใจ หรือแชทกับพี่หมีได้ที่นี่ หรือโทร Hotline 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ
5,524 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2302 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ *
นามสกุล *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *
