โรคที่ห้ามขับรถ ทำใบขับขี่ไม่ได้ มีอะไรบ้าง? อัปเดตล่าสุด
article author pfp

พี่หมี TQM

article created at icon16/01/67

32,576 ครั้ง

โรคที่ห้ามขับรถ ทำใบขับขี่ไม่ได้ มีอะไรบ้าง? อัปเดตล่าสุด

    อุบัติเหตุทางรถยนต์สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่โดยประมาท เมาแล้วขับ หรือปัญหาสุขภาพของผู้ขับขี่เอง ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า "โรคบางชนิด" สามารถเป็นเหตุให้ ถูกห้ามขับรถ หรือ ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นการตรวจสุขภาพจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการขอใบขับขี่ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับมีร่างกายพร้อม ปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปดูว่า โรคที่ห้ามขับรถ ห้ามทำใบขับขี่ ตามข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก มีอะไรบ้างครับ


📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย


ทำไมโรคบางชนิดจึงห้ามขับรถ?

    การขับขี่รถยนต์ไม่ใช่แค่เรื่องของทักษะ แต่ยังต้องอาศัย การตัดสินใจที่แม่นยำ, การควบคุมร่างกายที่ดี, และ สมาธิที่ต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางประเภท เช่น โรคทางระบบประสาท โรคหัวใจ หรือการมองเห็นผิดปกติ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูง ทางกรมการขนส่งทางบกจึงกำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตขับขี่ต้องยื่น “ใบรับรองแพทย์” เพื่อประเมินว่าสามารถขับขี่รถยนต์ได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

 

9 โรคที่ห้ามขับรถ ห้ามทำใบขับขี่ มีอะไรบ้าง

1. โรคที่เกี่ยวกับสายตา

    สายตาเป็นประสาทสัมผัสที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์ เพราะผู้ขับต้องสามารถมองเห็นถนน เส้นทาง ป้ายจราจร รวมไปถึงผู้ใช้ถนนรายอื่นอย่างชัดเจน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน การมีปัญหาสายตารุนแรงจึงเป็นเหตุให้ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ โดยเฉพาะโรคตาเรื้อรัง เช่น

  • ต้อหิน (Glaucoma) โรคนี้ทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้น ส่งผลให้ประสาทตาค่อย ๆ เสื่อมลง มุมมองสายตาจะแคบลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายมองเห็นเพียงตรงกลาง เรียกว่า “มองคล้ายมองผ่านกล้องส่องทางไกล” หากไม่รักษาอาจตาบอดได้

  • ต้อกระจก (Cataract) เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้น้อยลง โดยเฉพาะในเวลากลางคืนจะเห็นไฟพร่ามัว ตาพร่า ตาเบลอ และตอบสนองต่อแสงสว่างผิดปกติ

  • จอประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration) พบมากในผู้สูงอายุ ทำให้เห็นภาพบิดเบี้ยว มัวกลางภาพ หากเป็นรุนแรงจะกระทบต่อการมองเห็นโดยตรง

 

    โรคตาเหล่านี้สามารถประเมินได้จากการตรวจวัดสายตา ความสามารถในการมองเห็นภาพ 3 มิติ มุมมองด้านข้าง และการแยกแยะสี ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนทำใบขับขี่

โรคเกี่ยวกับสายตา ห้ามขับรถ

2. ภาวะหลงลืมและโรคสมองเสื่อม

    อาการหลงลืมอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ในบางกรณี หากมีการหลงลืมอย่างต่อเนื่องและรุนแรง จนกระทบต่อการจดจำเส้นทาง การตัดสินใจ การจดจำสัญลักษณ์หรือกฎจราจร อาจหมายถึงโรคสมองเสื่อม (Dementia) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการขับขี่ เช่น

  • หลงทางแม้อยู่ในเส้นทางคุ้นเคย

  • จำไม่ได้ว่ากำลังจะไปไหน

  • สับสนเรื่องเกียร์ เบรก หรือพวงมาลัย

  • มีพฤติกรรมขับรถแบบไม่ระวังหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์

 

    ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจึงไม่ควรขับรถ เพราะอาจไม่มีความสามารถในการควบคุมสถานการณ์เร่งด่วน ส่งผลต่อความปลอดภัยอย่างมาก

 

3. โรคกระดูกเสื่อม ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ

     ผู้ที่มีอาการปวดข้อเรื้อรัง โรคข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท อาจไม่สามารถขยับร่างกายเพื่อควบคุมรถได้อย่างคล่องตัว เช่น

  • หันคอเพื่อตรวจสอบกระจกมองข้างไม่ได้

  • ยกขาเหยียบคันเร่ง เบรก คลัทช์ลำบาก

  • ขับรถเป็นเวลานานไม่ได้เพราะเจ็บหลังหรือข้อ

 

    อาการปวดหรือขยับตัวไม่ได้อาจทำให้เกิดการตัดสินใจล่าช้า หรือไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์กะทันหันได้ทันเวลา เป็นอันตรายอย่างมากเมื่ออยู่บนถนน

 

4. โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease)

    โรคพาร์กินสันเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวโดยตรง อาการที่พบบ่อย เช่น

  • มือสั่นโดยไม่รู้ตัว

  • เคลื่อนไหวได้ช้าลง

  • กล้ามเนื้อเกร็ง

  • ทรงตัวไม่ดี เดินแล้วเซ

 

    อาการเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมพวงมาลัย หรือเหยียบเบรก/คันเร่งได้แม่นยำ อีกทั้งยังส่งผลต่อความเร็วในการตอบสนอง และความสามารถในการตัดสินใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้การขับรถของผู้ป่วยโรคนี้เป็นเรื่องอันตราย

 

5.  โรคหัวใจ

    ผู้ป่วยโรคหัวใจ เช่น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจมีอาการวูบ เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อยในขณะขับรถ หากเกิดอาการเหล่านี้ในระหว่างการขับขี่จะไม่สามารถควบคุมรถได้ ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเครียดสูง เช่น รถติด การเร่งรีบ หรือการขับทางไกล จะยิ่งกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้น

6. โรคลมชัก (Epilepsy)

    โรคลมชักเป็นโรคที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของระบบประสาทในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการชักเกร็ง หรือหมดสติเป็นระยะ ซึ่งหากเกิดขึ้นระหว่างขับรถ จะไม่สามารถควบคุมรถได้ทันที อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะในที่ที่มีรถหนาแน่นหรือความเร็วสูง แม้จะมีการใช้ยาเพื่อควบคุมอาการ แต่การขับรถของผู้ป่วยลมชักยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก และจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

7. โรคเบาหวาน (ระยะควบคุมไม่ได้)

    ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ อาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ซึ่งมีอาการ เช่น

  • หน้ามืด เวียนหัว

  • ใจสั่น มือสั่น

  • เหงื่อออกเยอะ

  • มึนงง ตาพร่า

  • ถึงขั้นหมดสติ

 

    ถ้าเกิดอาการขณะขับรถจะเป็นอันตรายร้ายแรง ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้ยาหรืออินซูลินควรปรึกษาแพทย์ก่อนขับรถ และควรพกอาหารหวานติดรถไว้เสมอเพื่อรับมือเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน

 

8. โรคหลอดเลือดในสมอง

    โรคนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมอง และการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกาย ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด เดินลำบาก หรือมีปัญหาในการใช้มือและขา หากยังคงมีอาการหลงเหลือหลังจากโรคกำเริบ เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่รู้เรื่อง ตอบสนองช้า ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งการตัดสินใจจะล่าช้าหรือผิดพลาดในสถานการณ์เร่งด่วน

 

9. การใช้ยาที่ทำให้ง่วงซึม

    ยาหลายชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วง ซึม หรือเบลอ เช่น

  • ยาแก้แพ้บางชนิด (Antihistamines)

  • ยานอนหลับ

  • ยาคลายเครียด

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ

  • ยาลดอาการไอชนิดออกฤทธิ์กดประสาท

 

    การใช้ยาเหล่านี้จะทำให้ผู้ขับขี่สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ สมาธิและการควบคุมรถจะลดลง เสี่ยงต่อการหลับใน หรือการตอบสนองช้าเมื่อเจอสถานการณ์เฉพาะหน้า

 

คำถามที่พบบ่อย

ถ้ามีโรคประจำตัว สามารถขอใบขับขี่ได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับโรคและระดับความรุนแรง หากโรคไม่ส่งผลต่อการขับขี่ เช่น เบาหวานที่ควบคุมได้ หรือสายตาสั้นแต่ใส่แว่นแก้ไขได้ ก็ยังสามารถขอใบขับขี่ได้ แต่หากเป็นโรคที่ส่งผลต่อการตัดสินใจหรือการควบคุมรถ เช่น โรคลมชักหรือพาร์กินสัน อาจไม่สามารถขอใบขับขี่ได้

 

ใช้ยาแก้แพ้แล้วง่วง ยังขับรถได้ไหม?

ไม่ควรขับรถขณะใช้ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วง เพราะมีความเสี่ยงต่อการหลับในหรือมีสมาธิลดลง อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ควรหยุดพักหรือใช้ยาที่ไม่มีผลข้างเคียงแทน

 

ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ในการทำใบขับขี่ทุกกรณีหรือไม่?

ใช่ครับ ในการทำใบขับขี่ใหม่หรือขอต่อใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้ต้องมีใบรับรองแพทย์ เพื่อยืนยันว่าสุขภาพของผู้สมัครเหมาะสมและไม่มีโรคต้องห้ามในการขับรถ

 

มีประกันรถยนต์ช่วยอะไรได้บ้าง หากเกิดอุบัติเหตุเพราะโรคประจำตัว?

ประกันรถยนต์ชั้น 1 อาจคุ้มครองค่าเสียหายของรถ แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการเจตนาหรือขับโดยประมาท (เช่น ขับทั้งที่รู้ว่าไม่ควร) บริษัทประกันอาจปฏิเสธความคุ้มครอง ดังนั้นควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัดเจนก่อนครับ

     จะเห็นได้ว่าทั้ง 9 โรคที่ห้ามขับรถ เหล่านี้มีผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ทั้งต่อตัวเราเองและผู้ใช้งานรถคันอื่น เพราะถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขณะขับรถก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงตามมานั้นเอง หากใครที่มีโรคหรืออาการดังกล่าวก็ควรเลี่ยงการขับรถเพื่อความปลอดของตัวเองและเพื่อนร่วมทางนะครับ อีกสิ่งสำคัญคือการมีประกันรถยนต์ ไว้ดุแลรถคุณ สนใจ เช็คเบี้ยประกันรถยนต์ ก่อนตัดสินใจต่อประกัน เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่คุ้มค่ากว่าเดิม สนใจกรอกข้อมูลด้านล่างเพื่อค้นหาแผนประกันภัย หรือหากต้องการปรึกษาเรื่องประกันภัยกับ TQM สามารถแชทกับพี่หมีได้ที่นี่ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านเบอร์ Hotline 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ

 

ข้อมูลจาก : กรมการขนส่งทางบก

article created at icon16/01/67

32,576 ครั้ง

main-article-author-pfp

พี่หมี TQM

ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ

พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ

เช็คราคาแผนประกัน

กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อ *

นามสกุล *

เบอร์โทรศัพท์มือถือ *

TQM Bear
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง