เช็คราคาแผนประกัน
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *


ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเสี่ยงเป็น “ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ” ได้ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หวัดระบาด หรือแม้แต่ตอนที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราตกลง ต่อมน้ำเหลืองก็มักจะทำงานหนักขึ้น ทำให้หลายคนคลำพบก้อนใต้คอ เจ็บนิด ๆ หรือบางครั้งโตจนรู้สึกกังวลว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า วันนี้พี่หมี TQM ขอมาเป็นไกด์สายสุขภาพ พาไปดูทุกเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ตั้งแต่ต้นจนจบแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมแนะนำวิธีดูแลตัวเองให้ดีขึ้น และไม่ลืมบอกต่อว่า “เมื่อไหร่ควรพบหมอ” ด้วยนะครับ
Key Takeaway
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node) เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน มีหน้าที่กรองเชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยมักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณลำคอ รักแร้ ขาหนีบ หลังใบหู ใต้กราม และทรวงอก เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ ต่อมน้ำเหลืองจะทำงานหนักขึ้นและมักมีอาการ “บวมโต” เพื่อผลิตเม็ดเลือดขาวมากขึ้นในการต่อสู้กับเชื้อโรค
ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ (Lymphadenitis) คือ ภาวะที่ต่อมน้ำเหลืองบวมแดง อักเสบ หรือเจ็บ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นอาการร่วมของโรคหวัด คออักเสบ ฟันผุ หรือการติดเชื้อที่ผิวหนังบางประเภท
ในกรณีทั่วไป ต่อมน้ำเหลืองอักเสบไม่ใช่ภาวะร้ายแรง และมักหายได้เองเมื่อรักษาอาการที่เป็นต้นเหตุ เช่น หวัด เจ็บคอ หรือแผลติดเชื้อ แต่หากอาการบวมไม่ยุบภายใน 2-4 สัปดาห์ หรือมีอาการร่วม เช่น มีไข้เรื้อรัง น้ำหนักลดมาก เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือก้อนแข็งมากควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาโรคที่ร้ายแรงกว่า เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง วัณโรคต่อมน้ำเหลือง หรือมะเร็งชนิดอื่นที่แพร่กระจาย

ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 สาเหตุหลัก ๆ ได้แก่ การติดเชื้อ โรคในระบบภูมิคุ้มกัน และโรคมะเร็ง โดยแต่ละสาเหตุมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น การติดเชื้อจากไวรัสหรือแบคทีเรียมักพบได้บ่อยในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ขณะที่โรคในระบบภูมิคุ้มกันจะเกิดในคนที่ร่างกายมีการตอบสนองผิดปกติต่อตัวเอง และมะเร็งจะเกี่ยวข้องกับเซลล์ผิดปกติที่ลุกลามเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ซึ่งอาจมีความรุนแรงและต้องตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างละเอียด
การติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจที่ทำให้เกิดไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตัว และมักมีการบวมของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมด้วย, คออักเสบจากไวรัส ซึ่งมักเกิดในเด็กเล็กหรือวัยรุ่น ทำให้คอบวมแดงและต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตขึ้น และหัดเยอรมัน ซึ่งอาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณท้ายทอยหรือหลังหูโตอย่างเห็นได้ชัด
การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองในคอ (Tonsillitis) ที่มักมีอาการเจ็บคอมาก กลืนลำบาก ไข้สูง และต่อมน้ำเหลืองที่คอจะโตและเจ็บมาก, ฟันผุที่ลุกลามจนถึงรากฟันสามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองใต้กรามอักเสบได้ และแผลติดเชื้อบนผิวหนัง เช่น แผลฝีหนองที่ขา ซึ่งอาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตตามมา
เชื้อวัณโรค โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณคอ มักไม่เจ็บ แต่อาจแตกออกกลายเป็นแผลเรื้อรังได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
การติดเชื้อราหรือพยาธิ (พบได้น้อย) เช่น การติดเชื้อรา Histoplasmosis หรือ Toxoplasmosis ซึ่งมักเกิดในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และสามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรังในหลายตำแหน่ง
เช่น โรคลูปัส (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติจนไปทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงต่อมน้ำเหลือง ทำให้เกิดการอักเสบแม้ไม่มีเชื้อโรค และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของข้อและอาจลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง ส่งผลให้ต่อมบวมโตได้ โดยอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองที่เกิดจากโรคกลุ่มนี้มักจะไม่เจ็บ แต่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะหากเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ ของโรค เช่น ปวดข้อ ผื่นผิวหนัง หรืออ่อนเพลีย
อาจเกิดจากมะเร็งของต่อมน้ำเหลืองเอง (Lymphoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นภายในระบบน้ำเหลืองโดยตรง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin's Lymphoma) และชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin's Lymphoma) ซึ่งส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองโต แข็ง และมักไม่เจ็บเมื่อสัมผัส นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากมะเร็งที่แพร่กระจายจากอวัยวะอื่นเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด หรือมะเร็งในช่องท้อง เมื่อเซลล์มะเร็งลุกลามไปตามกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโตผิดปกติและกลายเป็นก้อนแข็งถาวร หากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
ต่อมน้ำเหลืองที่คอสามารถพบได้ในหลายจุด เช่น
ใต้ขากรรไกร (Submandibular)
ใต้คาง (Submental)
ข้างลำคอ (Cervical)
หลังใบหู (Post-auricular)
ใต้หู (Pre-auricular)
ไหปลาร้า (Supraclavicular)
โดยทั่วไปหากต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวมโตจนสามารถคลำเจอได้ กดแล้วเจ็บ แสดงถึงการอักเสบที่ควรสังเกต
อาการของต่อมน้ำเหลืองอักเสบที่ควรสังเกต ได้แก่
มีตุ่มหรือต่อมที่นูนขึ้นใต้ผิวหนัง กดแล้วเจ็บ : มักพบได้บริเวณคอ ขาหนีบ หรือรักแร้ ก้อนจะมีลักษณะกลม นิ่มหรือแข็ง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการอักเสบ หากกดแล้วรู้สึกเจ็บ แสดงว่ามีการอักเสบอยู่ภายใน
ต่อมมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ บางครั้งจับแล้วร้อน : การที่ต่อมบวมร้อน มักแสดงว่ามีการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ร่างกายกำลังตอบสนองต่อเชื้อโรคที่เข้ามา ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นขยายตัว ส่งผลให้สัมผัสแล้วรู้สึกร้อนกว่าปกติ
มีไข้ หนาวสั่น เหนื่อย เพลีย : อาการไข้และหนาวสั่นมักเป็นสัญญาณว่าร่างกายมีการอักเสบหรือการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองที่กำลังพยายามกำจัดเชื้อโรค
หากรุนแรง อาจมีหนองหรือผิวหนังแดงรอบต่อม : บ่งบอกว่าการอักเสบนั้นลุกลามจนเกิดฝีหรือหนองสะสมในต่อม ซึ่งในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดระบายหนองร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ
มีหลายตำแหน่งพร้อมกันหรือขนาดโตเรื่อย ๆ : หากต่อมน้ำเหลืองบวมหลายจุดพร้อมกัน เช่น ทั้งคอ รักแร้ และขาหนีบ หรือก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง เช่น วัณโรค หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดการอักเสบ หากเกิดจากเชื้อไวรัส เช่น หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ มักหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องใช้ยา แต่หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้ต่อมยุบเร็วขึ้น หากทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้เกิดฝีหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้
ส่วนใหญ่หากใช้ยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมและทานครบตามแพทย์สั่ง (5-10 วัน) อาการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองจะเริ่มดีขึ้นภายใน 2-3 วันแรก และจะค่อย ๆ ยุบภายใน 1-2 สัปดาห์ ถ้ากินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรกลับไปพบแพทย์ทันที
หากสาเหตุไม่รุนแรงและได้รับการดูแลเหมาะสม : เช่น การอักเสบจากเชื้อไวรัสหรือการติดเชื้อแบคทีเรียเล็กน้อย การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองยุบลงภายในประมาณ 1–2 สัปดาห์
หากเกิดหนองหรือต้องผ่าตัด : กรณีที่ต่อมน้ำเหลืองเกิดฝีหรือมีหนองสะสมภายใน อาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะ ทำให้ระยะเวลาการรักษายืดออกไปประมาณ 3–4 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกาย
หากเกิดจากวัณโรคหรือมะเร็ง : การอักเสบที่เกิดจากโรคเรื้อรังหรือโรคร้ายแรง เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้ต่อมบวมอยู่นานไม่ยุบจนกว่าจะได้รับการรักษาเฉพาะทางที่ตรงจุด เช่น การใช้ยาต้านวัณโรคติดต่อกันหลายเดือน หรือการทำเคมีบำบัดในกรณีที่เป็นมะเร็ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการติดตามจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
ระหว่างที่ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและพฤติกรรมบางอย่างที่อาจกระตุ้นการอักเสบหรือทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าลง ดังนี้
อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ของทอด ของมัน : ไขมันอิ่มตัวในของทอดจะไปเพิ่มกระบวนการอักเสบในร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้นและอาการอักเสบหายช้ากว่าเดิม
ของหวานจัด : น้ำตาลในปริมาณมากสามารถกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงที่ต่อมน้ำเหลืองจะบวมต่อเนื่อง และร่างกายฟื้นตัวได้ช้าลง
แอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง ทำให้ร่างกายอ่อนแอและไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งผลต่อตับและกระบวนการฟื้นตัวโดยรวม
อาหารหมักดอง : เช่น ปลาร้า กะปิ ผักดอง อาจมีสารก่อการอักเสบหรือสิ่งแปลกปลอมที่ส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในคนที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว
บุหรี่ และของร้อนจัดที่ระคายคอ : การสูบบุหรี่ทำให้เส้นเลือดตีบลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณที่อักเสบได้น้อยลง ส่วนของร้อนจัดอาจทำให้เยื่อบุผิวคอเกิดการระคายเคืองเพิ่มเติม
แนะนำ: ควรเน้นรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป น้ำแกงจืด ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายขับของเสีย และนอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่และต่อมน้ำเหลืองฟื้นตัวเร็วขึ้น
ประคบร้อนบริเวณที่บวมช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ซึ่งจะช่วยให้อาการอักเสบบรรเทาลง และส่งเสริมให้เซลล์ภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการกับเชื้อโรคได้ดีขึ้น ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นจัดวางบริเวณที่บวมครั้งละ 10–15 นาที วันละ 2–3 ครั้ง
ทานยาลดไข้หรือยาต้านอักเสบตามแพทย์สั่ง เช่น ยาพาราเซตามอลช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวด ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน อาจช่วยลดการอักเสบได้ แต่ควรใช้ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์เสมอ
หลีกเลี่ยงการจับหรือบีบต่อมบวมบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น กรณีที่มีการอักเสบอย่างรุนแรง การบีบหรือกดต่อมน้ำเหลืองอาจทำให้เชื้อกระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง
พักผ่อนมาก ๆ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันฟื้นตัวได้เต็มที่ การนอนหลับเพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด จะช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หากมีหนองหรือก้อนแข็งมาก ต้องพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่ม เพื่อพิจารณาว่าต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือทำหัตถการ เช่น การเจาะระบายหนองหรือการผ่าตัด ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยตามความเหมาะสมของแต่ละกรณี

หากต่อมน้ำเหลืองอักเสบไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้ง หากเกิดจากไวรัส เช่น หวัด มักหายได้เอง แต่ถ้าเป็นแบคทีเรีย เช่น หนองในคอ แพทย์จะสั่งยาฆ่าเชื้อให้ตามความเหมาะสม
ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวมข้างเดียว ถ้ากดแล้วเจ็บ มักไม่อันตรายและหายได้เองจากการติดเชื้อทั่วไป แต่ถ้าก้อนแข็ง ไม่เจ็บ หรือโตเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจ
กรณีต่อมน้ำเหลืองอักเสบสามารถหายเองได้ไหมนั้นหากเกิดจากไวรัส เช่น หวัด หรือคออักเสบ อาการมักจะหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์ แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือมีไข้สูงหลายวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
อาการ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เป็นกลไกการต่อสู้เชื้อโรคของร่างกายที่พบได้บ่อย สำหรับคำถามที่กังวลว่า ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ อันตรายไหม ขอให้สบายใจได้ว่าในกรณีส่วนใหญ่มักไม่อันตรายและหายได้เองเมื่อร่างกายกำจัดเชื้อโรคหมด แต่สิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตตัวเอง หากก้อนบวมไม่ยุบ ไม่เจ็บแต่แข็ง หรือมีอาการร่วมน่าสงสัย การพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยละเอียดคือทางออกที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ควรมีประกันสุขภาพ ไว้คอยดูแลช่วยคุ้มครองแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วย ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล หากสนใจสามารถ เช็คเบี้ยประกันสุขภาพ กับ TQM ได้ฟรี หรือโทร 1737 เพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมงครับ
1,491 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *
