เช็คราคาแผนประกัน
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *


ปัจจุบันโรคมะเร็งยังคงเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปี โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ทำให้ “ประกันมะเร็ง” กลายเป็นหนึ่งในประกันสุขภาพที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยได้มาก อย่างไรก็ตาม แม้ชื่อกรมธรรม์จะระบุว่า “ประกันมะเร็ง” แต่ก็ใช่ว่าจะคุ้มครองโรคมะเร็งทุกชนิดแบบครอบคลุม 100% ยังมีบางกรณีที่บริษัทประกันจะ “ปฏิเสธความคุ้มครอง” หรือ “ไม่จ่ายเงินเคลม” เพราะเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นของกรมธรรม์ วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปรู้จักกับมะเร็งที่ประกันไม่คุ้มครอง ข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่ควรอ่านให้ดีตั้งแต่ก่อนทำประกัน และไขข้อสงสัยว่า “เป็นเนื้องอก ประกันมะเร็งเคลมได้ไหม?” ไปดูพร้อมกันเลยครับ
ประกันมะเร็ง คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งโดยเฉพาะ เมื่อผู้เอาประกันได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคมะเร็งตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ บริษัทประกันจะจ่ายเงินชดเชยตามทุนประกันที่เลือกไว้ หรือจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามแผนประกัน
แผนความคุ้มครองแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ
จ่ายเงินก้อนทันที เมื่อพบว่าเป็นมะเร็งตามเงื่อนไข
จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง ทั้งคีโม ผ่าตัด ฉายแสง

แม้ประกันมะเร็งจะดูเหมือนครอบคลุมทุกประเภทของโรค แต่ในความเป็นจริง “กรมธรรม์” จะระบุชัดเจนว่ามีข้อยกเว้นอะไรบ้างที่ไม่ให้ความคุ้มครอง โดยเฉพาะใน 4 กรณีต่อไปนี้ ที่บริษัทประกันมักไม่จ่ายเงินเคลม
ระยะเวลารอคอย คือ ช่วงเวลาที่บริษัทประกันจะ “ยังไม่รับผิดชอบ” หากผู้เอาประกันถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งในช่วงนี้ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 60–120 วัน แล้วแต่บริษัท เช่น หากซื้อประกันมะเร็งวันนี้ แล้วตรวจพบมะเร็งภายใน 45 วันข้างหน้า จะไม่ได้รับความคุ้มครอง เพราะอยู่ในช่วงระยะเวลารอคอย
แม้คำว่ามะเร็งผิวหนังจะดูน่ากลัว แต่ประกันส่วนใหญ่จะยกเว้น “มะเร็งผิวหนังชนิดที่ไม่ใช่ Melanoma” ออกจากความคุ้มครอง เช่น มะเร็งเซลล์ฐาน (Basal Cell Carcinoma), มะเร็งเซลล์สความัส (Squamous Cell Carcinoma) นั่นก็เพราะว่า เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดไม่รุนแรง มักรักษาได้ง่าย และมีอัตราการหายขาดสูง จึงไม่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “โรคร้ายแรง” ที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง บริษัทประกันจึงไม่ครอบคลุมโรคเหล่านี้ในแผนประกัน
เนื่องจากกลุ่มผู้ที่ติดเชื้อ HIV จะมีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสเกิดมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง ฯลฯ ซึ่งเป็นภาวะซ้อนของโรคเรื้อรัง ทำให้บริษัทประกันมักไม่รับคุ้มครองในกรณีนี้ หรือรับเฉพาะบางแผนที่ออกแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น
บางบริษัทประกันมีการยกเว้น “มะเร็งไทรอยด์ระยะเริ่มต้น” โดยระบุว่าไม่เข้าข่ายโรคร้ายแรง เพราะมักไม่มีการแพร่กระจาย และสามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้ในระยะต้น และบางกรมธรรม์ประกันจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณี “มะเร็งไทรอยด์ระยะลุกลาม” หรือ “มะเร็งไทรอยด์ที่มีการแพร่กระจาย” เท่านั้น
หลายคนอาจมีคำถามว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ตรวจพบว่าเป็น “เนื้องอก” ประกันมะเร็งจะคุ้มครองหรือไม่ คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้องอก
เนื้องอกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
เนื้องอกธรรมดา (Benign Tumor) เนื้องอกชนิดไม่ใช่มะเร็ง ไม่แพร่กระจาย ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น เนื้องอกในมดลูก ก้อนเนื้อในเต้านมชนิดไม่อันตราย ประกันมะเร็งจะ “ไม่คุ้มครอง” เพราะไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง
เนื้องอกที่กลายเป็นมะเร็ง (Malignant Tumor) คือ เนื้องอกชนิดร้าย (Cancer) ที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติ ลุกลาม และแพร่กระจาย เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ ประกันจะ “คุ้มครอง” หากวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกชนิดร้าย และอยู่ภายใต้เงื่อนไขกรมธรรม์
สิ่งสำคัญ ต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุชัดว่าเป็น “มะเร็ง” ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เช่น มีผลชิ้นเนื้อ (Biopsy) ยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็ง
การเลือกประกันมะเร็งที่เหมาะสม ควรดูรายละเอียดใน 5 ข้อนี้
ทุนประกันและเบี้ยประกัน เลือกระดับความคุ้มครองที่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่าย
ความคุ้มครองโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น - ลุกลาม บางแผนคุ้มครองเฉพาะมะเร็งระยะลุกลามเท่านั้น
ระยะเวลารอคอย เลือกบริษัทที่มีระยะรอคอยสั้น และเข้าใจชัดเจนว่าช่วงไหนไม่คุ้มครอง
มีเงินชดเชย/ค่ารักษารายวันหรือไม่ บางแผนมีค่าชดเชยกรณีพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
อ่านข้อยกเว้นทุกครั้ง ก่อนซื้อประกันทุกครั้ง ควรอ่านข้อยกเว้นในกรมธรรม์ให้ชัดเจน

แม้การทำประกันมะเร็งจะเป็นการวางแผนการเงินที่ดี แต่หากไม่อ่าน “ข้อยกเว้น” หรือ “เงื่อนไขระยะเวลารอคอย” อาจทำให้คุณไม่ได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาที่จำเป็นที่สุด และในกรณี “เป็นเนื้องอก” ต้องแยกให้ออกว่าเป็นชนิดร้ายหรือชนิดไม่ร้าย เพราะประกันมะเร็งจะคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เป็น “เนื้องอกชนิดร้าย” เท่านั้น
ถ้าพบว่าเป็นเนื้องอกก่อนทำประกัน บริษัทอาจพิจารณาปฏิเสธรับประกัน หรือรับประกันโดยมีข้อยกเว้นไม่คุ้มครองเนื้องอกบริเวณนั้นในอนาคต เพราะถือว่าเป็นโรคที่มีอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นควรทำประกันก่อนพบความผิดปกติทางสุขภาพ
ประกันสุขภาพทั่วไปอาจคุ้มครองโรคมะเร็งในแง่ของค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่ได้จ่ายเงินก้อนเหมือนประกันมะเร็งโดยเฉพาะ หากต้องการคุ้มครองมะเร็งอย่างครอบคลุม ควรทำประกันมะเร็งเพิ่มเติมจะดีที่สุด
สาเหตุหลักมักเกิดจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ เช่น ตรวจพบโรคมะเร็งในช่วงระยะเวลารอคอย (Waiting Period), เป็นมะเร็งชนิดที่ถูกยกเว้นจากความคุ้มครอง เช่น มะเร็งผิวหนังบางชนิด หรือเป็นโรคมาก่อนทำประกัน (Pre-existing condition) จึงไม่สามารถเคลมได้
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะโรคร้ายอย่างมะเร็งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่หากเกิดขึ้นจริง การมีประกันมะเร็งไว้ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก ใครที่เริ่มให้ความสำคัญกับการวางแผนอนาคต พี่หมีขอแนะนำให้ลองเช็คเบี้ยประกันมะเร็งไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะค่ารักษาอาจแพง แต่การป้องกันไม่จำเป็นต้องรอให้สายเกินไป หรือสนใจปรึกษาเรื่องประกันภัยโทร 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ
1,500 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2154 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *
