โรคอีสุกอีใส ติดต่อได้อย่างไร เช็คอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา
article author pfp

พี่หมี TQM

article created at icon06/03/69

1,562 ครั้ง

โรคอีสุกอีใส ติดต่อได้อย่างไร เช็คอาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

     เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวต่อต้นฤดูร้อน หลายคนกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของ โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่รู้วิธีรับมือที่ถูกต้องอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปเจาะลึกถึง สาเหตุโรคอีสุกอีใส วิธีสังเกต อาการโรคอีสุกอีใส และแนวทาง การรักษาอีสุกอีใส อย่างละเอียดกันครับ


Key Takeaway

 

  • โรคอีสุกอีใส เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม และการสัมผัสตุ่มน้ำโดยตรง
  • อาการโรคอีสุกอีใส เริ่มต้นด้วยอาการคล้ายไข้หวัด ตามด้วยผื่นแดงและตุ่มน้ำใสที่คันมากทั่วร่างกาย
  • การรักษาอีสุกอีใส เน้นการรักษาตามอาการและการใช้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอย่างปอดอักเสบหรือสมองอักเสบ
  • การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยลดโอกาสการเกิดโรคและลดความรุนแรงหากได้รับเชื้อ

 

📖  รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย

 


โรคอีสุกอีใส คืออะไร

     โรคอีสุกอีใส คือโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการแพร่กระจายสูงมาก โดยมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) ซึ่งเป็นเชื้อตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคงูสวัด

 

     ลักษณะเด่นของ โรคอีสุกอีใส คือการปรากฏของตุ่มน้ำใสขนาดเล็กที่กระจายไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตั้งแต่ลำตัว ใบหน้า ไปจนถึงแขนและขา โดยทั่วไปแล้วผู้ที่เคยเป็น โรคอีสุกอีใส จะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่ได้หายไปจากร่างกายอย่างถาวร แต่มักจะไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาท และอาจกลับมาแสดงอาการอีกครั้งในรูปแบบของโรคงูสวัดเมื่อร่างกายอ่อนแอลงในอนาคต

โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์

สาเหตุโรคอีสุกอีใส และการแพร่กระจายเชื้อ

     สาเหตุโรคอีสุกอีใส เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสผ่านทางระบบทางเดินหายใจ หรือการสัมผัสโดยตรง ซึ่งไวรัสชนิดนี้มีความทนทานและแพร่กระจายได้รวดเร็วมาก โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น เช่น โรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก โดยมีช่องทางการแพร่เชื้อหลักดังนี้

 

  • การแพร่กระจายทางอากาศ : ผ่านการไอ จาม หรือการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป
  • การสัมผัสโดยตรง : การสัมผัสกับน้ำเหลืองหรือของเหลวจากตุ่มน้ำใสของผู้ป่วย
  • การสัมผัสสิ่งของ : การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือที่นอน
  • ข้อควรระวัง: ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อ โรคอีสุกอีใส ได้ตั้งแต่ 1-2 วันก่อนที่ผื่นจะปรากฏ ไปจนถึงช่วงที่ตุ่มน้ำใสตกสะเก็ดทั้งหมด

 

อาการโรคอีสุกอีใส มีกี่ระยะ

     อาการโรคอีสุกอีใส จะไม่ได้แสดงผลทันทีหลังได้รับเชื้อ แต่จะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน โดยแบ่งอาการออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

 

ระยะก่อนออกผื่น 

     ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ (ในผู้ใหญ่อาจมีไข้สูง) ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร และรู้สึกเพลีย อาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน

 

ระยะออกผื่น

     นี่คือจุดเด่นของ อาการโรคอีสุกอีใส โดยผื่นจะเริ่มขึ้นที่ลำตัวและใบหน้าก่อน แล้วจึงลามไปที่แขนขา บางรายอาจพบตุ่มในช่องปาก หรือเยื่อบุตา ผื่นจะมีการเปลี่ยนแปลงตามลำดับ

 

  • ตุ่มแดง (Papules): ผื่นสีแดงนูนขนาดเล็ก
  • ตุ่มน้ำ (Vesicles): ผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มใสที่มีน้ำอยู่ภายใน คันมาก
  • ตุ่มหนอง (Pustules): น้ำในตุ่มจะเริ่มขุ่นขึ้น

 

ระยะตกสะเก็ด

     ตุ่มน้ำจะค่อยๆ แห้งและกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล ซึ่งมักใช้เวลา 5-7 วันกว่าสะเก็ดจะหลุดออกไปทั้งหมด โดยในช่วงนี้ตุ่มจะขึ้นไม่พร้อมกัน ทำให้เราเห็นทั้งตุ่มแดง ตุ่มใส และตุ่มแห้งบนผิวหนังในเวลาเดียวกัน

 

     อย่างที่เราทราบกันดีว่าโรคอีสุกอีใสสามารถเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่แม้จะเป็นเชื้อชนิดเดียวกัน แต่ระดับความรุนแรงของ อาการโรคอีสุกอีใส ในแต่ละช่วงวัยนั้นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

 

  • อาการในวัยเด็ก (มักไม่รุนแรง) : เด็กส่วนใหญ่หากป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสมักมีอาการไม่ซับซ้อน ไข้มักจะไม่สูงมาก และหายได้เองภายใน 7-10 วัน ผื่นอาจขึ้นไม่มากนัก และมักไม่มีโรคแทรกซ้อนที่อันตราย ยกเว้นในเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
  • อาการในวัยผู้ใหญ่ (มักรุนแรงและอันตรายกว่า) : ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อโรคอีสุกอีใส มักมีอาการหนักกว่าเด็กอย่างเห็นได้ชัด ผื่นและตุ่มน้ำมักขึ้นหนาแน่นกว่าในเด็ก กระจายไปทั่วตัวรวมถึงในปากและเยื่อบุต่างๆ มีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการปอดบวม หรือสมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ที่สำคัญมักใช้เวลานานกว่าในการหาย และมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นหลุมได้มากกว่า

อาการโรคอีสุกอีใส สังเกตได้อย่างไร

วิธีการรักษาอีสุกอีใส

     ในปัจจุบัน การรักษาอีสุกอีใส แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ตามความรุนแรงของอาการและกลุ่มเสี่ยงของผู้ป่วย

 

การรักษาอีสุกอีใสตามอาการ 

     สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง แพทย์จะเน้นให้ดูแลตัวเองที่บ้านเพื่อให้ร่างกายกำจัดเชื้อออกไปเอง

 

  • ลดไข้ : ใช้ยาพาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye’s Syndrome) ที่เป็นอันตรายต่อตับและสมอง)
  • ลดอาการคัน : ใช้ยาแก้แพ้ (Antihistamines) หรือทายาคาราไมน์ (Calamine Lotion) เพื่อบรรเทาอาการคัน
  • การดูแลผิวหนัง : อาบน้ำสะอาด ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

 

การรักษาอีสุกอีใสด้วยยาต้านไวรัส 

     แพทย์จะพิจารณาใช้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ใหญ่, วัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรค โดยต้องได้รับยาภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีผื่นขึ้นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุด

 

วิธีการป้องกันโรคอีสุกอีใส

  • การฉีดวัคซีน : การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ได้ผลดีที่สุด โดยแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม (เข็มแรกอายุ 12-15 เดือน และเข็มที่สองอายุ 4-6 ปี) สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นควรฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน
  • แยกผู้ป่วย : หากพบคนในบ้านเป็น โรคอีสุกอีใส ควรแยกห้องนอนและของใช้ส่วนตัว
  • รักษาความสะอาด : ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไข้ออกผื่น

วิธีการป้องกันโรคอีสุกอีใส

คำถามที่พบบ่อย 

โรคอีสุกอีใส เป็นแล้วเป็นซ้ำได้หรือไม่?

โรคอีสุกอีใส เป็นแล้วเป็นซ้ำได้หรือไม่นั้นโดยปกติแล้วเมื่อเป็น โรคอีสุกอีใส ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันถาวร ทำให้ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก แต่เชื้อไวรัสจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาท และอาจกลับมาในรูปแบบของ "โรคงูสวัด" เมื่อร่างกายอ่อนแอ

 

อาการโรคอีสุกอีใส ในผู้ใหญ่รุนแรงกว่าเด็กจริงไหม?

อาการโรคอีสุกอีใส ในผู้ใหญ่ที่ป่วยจะมีไข้สูงกว่า ผื่นขึ้นมากกว่า และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หรือสมองอักเสบ ได้มากกว่าเด็กหลายเท่า

 

ตุ่มอีสุกอีใสจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ไหม?

ตุ่มอีสุกอีใสหากไม่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนจากการเกา ตุ่มมักจะหายไปเองโดยไม่ทิ้งแผลเป็น แต่หากมีการอักเสบรุนแรงหรือเกาจนเป็นแผลลึก อาจทิ้งรอยดำหรือหลุมแผลเป็นไว้ได้

 

     แม้ว่า โรคอีสุกอีใส จะดูเป็นโรคพื้นฐานที่ใครหลายคนเคยเป็น แต่ความรุนแรงของ อาการโรคอีสุกอีใส ในผู้ใหญ่นั้นไม่ควรมองข้าม เพราะอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่อาจสูงขึ้นตามไปด้วย

 

     การวางแผนรับมือด้วยการทำ ประกันสุขภาพ จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณสบายใจเรื่องค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยา ทั้งค่าห้อง ค่ายา ค่าพยาบาล สามารถ เช็คเบี้ยประกันสุขภาพ กับ TQM ได้เลยครับ พร้อมบริการผ่อน 0% สนใจกรอกข้อมูลด้านล่างเพื่อค้นหาแผนประกันภัย หรือหากต้องการปรึกษาเรื่องประกันภัยกับ TQM สามารถแชทกับพี่หมีได้ที่นี่ หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่านเบอร์ Hotline 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ

เช็คเบี้ยประกันสุขภาพ TQM

 

article created at icon06/03/69

1,562 ครั้ง

main-article-author-pfp

พี่หมี TQM

ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ

พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ

เช็คราคาแผนประกัน

กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

สุขภาพ
สุขภาพ
มะเร็ง
มะเร็ง
ลดหย่อนภาษี
ลดหย่อนภาษี

ชื่อ *

นามสกุล *

เพศ *

วัน/เดือน/ปีเกิด *

เบอร์โทรศัพท์มือถือ *

TQM Bear
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง