โรคเบาหวานมีกี่ระยะ เช็คอาการแต่ละระยะ สัญญาณเตือนที่ควรรู้
article author pfp

พี่หมี TQM

article created at icon11/11/68

2,321 ครั้ง

โรคเบาหวานมีกี่ระยะ เช็คอาการแต่ละระยะ สัญญาณเตือนที่ควรรู้

     โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยในคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในยุคที่คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตเร่งรีบ รับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม และไม่ค่อยออกกำลังกาย หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ และแต่ละระยะมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปไขข้อสงสัยเกี่ยวกับระยะของโรคเบาหวาน เช็คอาการโรคเบาหวานแต่ระยะ และวิธีตรวจเบาหวานต้องเตรียมตัวอย่างไร มาฝากกันครับ


📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย


โรคเบาหวานคืออะไร

     โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินปกติ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ หรือไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อินซูลินคือฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากขาดอินซูลิน น้ำตาลจะคั่งอยู่ในเลือดมากเกินไป จนเกิดผลเสียต่อหลอดเลือด หัวใจ ตา ไต และระบบประสาท

 

โรคเบาหวานมีกี่ชนิด

     หลายคนอาจสงสัยว่า “โรคเบาหวานมีกี่ชนิด” จริง ๆ แล้วสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิดหลัก ๆ ได้แก่

 

1. เบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 diabetes)

     เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เลย มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

 

2. เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes)

     เป็นชนิดที่พบมากที่สุด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายยังสร้างอินซูลินได้แต่ใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน

 

3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์

     เป็นชนิดที่เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนบางชนิดทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน และมักหายหลังคลอด แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต

 

4. เบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ

     ส่วนชนิดนี้จะเป็นโรคเบาหวานที่เกิดจากโรคอื่นๆ เช่น เกิดจากยาบางชนิด โรคตับอ่อน หรือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการทำงานของอินซูลินนั่นเอง

โรคเบาหวานคืออะไร มีกี่ชนิด

โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ แต่ละระยะมีอาการอย่างไร

     เมื่อเข้าใจแล้วว่า โรคเบาหวานมีกี่ชนิด ต่อไปมาดูกันว่า โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ จริง ๆ แล้วโรคเบาหวานแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะหลัก ๆ ซึ่งแต่ละระยะจะมีความรุนแรงและอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

ระยะที่ 1 : ภาวะก่อนเบาหวาน

     เป็นช่วงที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ของโรคเบาหวาน ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มมีปัญหาในการใช้อินซูลิน อาการโรคเบาหวานระยะแรกมักไม่ชัดเจนนักหากตรวจพบภาวะนี้ ควรรีบปรับพฤติกรรม เช่น ลดน้ำตาล ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนัก เพราะยังสามารถย้อนกลับไปสู่ภาวะปกติได้

 

อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก

    • หิวน้ำบ่อย กินจุมากขึ้น
    • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางคืน
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
    • มือเท้าชาเล็กน้อย (ในบางราย)
    • แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย ผิวแห้งหรือคันบ่อย

 

ระยะที่ 2: ระยะเริ่มเป็นเบาหวาน

     ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายเริ่มเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน หรือสร้างอินซูลินได้ไม่พอ ทำให้เกิดอาการของโรคชัดเจนมากขึ้น ถ้ายังไม่ควบคุม จะเริ่มทำลายหลอดเลือดเล็ก ๆ และใหญ่ในร่างกายทีละน้อย

 

อาการโรคเบาหวานระยะที่ 2

    • ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น
    • กระหายน้ำมาก ดื่มน้ำเท่าไรก็ยังรู้สึกคอแห้ง
    • หิวบ่อย แต่ น้ำหนักกลับลดลง
    • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง
    • ตาพร่ามัว มองไม่ค่อยชัด
    • แผลหายช้า เป็นแผลแล้วกว่าจะหายใช้เวลานาน
    • มีอาการคันผิวหนัง หรือติดเชื้อราได้ง่าย เช่น บริเวณข้อพับ หรืออวัยวะซ่อนเร้น
    • บางคนเริ่มมี “ชาหรือจี๊ด ๆ” ตามปลายมือ ปลายเท้า

 

ระยะที่ 3: ระยะภาวะแทรกซ้อน

     หากเป็นเบาหวานมานาน และคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี จะเริ่มเข้าสู่ “ระยะภาวะแทรกซ้อน” ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะสำคัญเริ่มถูกทำลายจากน้ำตาลสูงเรื้อรัง

 

อาการโรคเบาหวานระยะภาวะแทรกซ้อน

    • ไต : เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง ในรายที่รุนแรงอาจต้องฟอกไต
    • ตา : เบาหวานขึ้นจอประสาทตา มองเห็นไม่ชัด หรือหากรุนแรงอาจเสี่ยงถึงขั้นตาบอด
    • เส้นประสาท : ชา มือเท้าไม่มีความรู้สึก เดินแล้วรู้สึกเจ็บเหมือนเข็มทิ่ม
    • หัวใจและหลอดเลือด : ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด เสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก (อัมพฤกษ์ อัมพาต)
    • เท้า : แผลเรื้อรังที่เท้า อาจรุนแรงจนต้องตัดอวัยวะ

โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ แต่ละระยะมีอาการอย่างไร

วิธีตรวจเบาหวานต้องเตรียมตัวอย่างไร

     เมื่อแพทย์สั่งตรวจเพื่อหาเบาหวาน มีวิธีตรวจหลัก ๆ และการเตรียมตัวที่ควรรู้ดังนี้

 

วิธีตรวจเบาหวาน

    • HbA1c (A1c) : เป็นค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด 2–3 เดือนที่ผ่านมา (ไม่ต้องอดอาหารก่อนตรวจในหลายกรณี)
    • Fasting Plasma Glucose (FPG) : ตรวจน้ำตาลหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (ควรอดอาหารและดื่มน้ำเปล่าได้)
    • Oral Glucose Tolerance Test (OGTT) : ดื่มน้ำตาล 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาล 2 ชั่วโมงหลังดื่ม (ต้องอดอาหารก่อนเช่นกัน)
    • Random plasma glucose : ตรวจได้ทันที หากมีอาการชัดเจนและค่า ≥200 mg/dL ร่วมกับอาการ ก็สามารถบ่งชี้ได้

 

การเตรียมตัวก่อนตรวจเบาหวาน

    • งดอาหาร/เครื่องดื่มนานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง หากตรวจแบบ FPG หรือ OGTT (ยกเว้นน้ำเปล่า)
    • หากใช้ยาหรืออินซูลิน ควปรึกษาแพทย์ก่อนว่าจะต้องหยุดหรือปรับยาอย่างไรก่อนตรวจ
    • พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงออกกำลังกายหนักช่วงก่อนตรวจเพราะอาจกระทบค่า
    • แจ้งแพทย์หากกำลังตั้งครรภ์ หรือมีภาวะเจ็บป่วยเฉียบพลัน เพราะอาจต้องเปลี่ยนการวินิจฉัย

วิธีตรวจเบาหวานต้องเตรียมตัวอย่างไร

วิธีดูแลตัวเองในแต่ละระยะของโรคเบาหวาน

     ถึงแม้โรคเบาหวานนี้จะดูน่ากลัว แต่สามารถป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น

 

    • ควบคุมอาหาร : ลดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตเชิงเร็ว เพิ่มผัก ผลไม้ที่ไฟเบอร์สูง
    • ออกกำลังกาย : อย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ของการออกกำลังกายแบบแอโรบิกปานกลาง
    • ควบคุมน้ำหนัก : ลดแม้เพียง 5–10% ก็ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวาน
    • ตรวจตามนัดและติดตามค่า HbA1c/น้ำตาลตามคำแนะนำแพทย์
    • หากเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 แพทย์อาจให้ยาเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล และถ้าจำเป็นอาจเริ่มอินซูลินตามสภาพ

 

คำถามที่พบบ่อย

โรคเบาหวานรักษาหายไหม?

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมให้ระดับน้ำตาลใกล้เคียงปกติได้มาก และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ หากควบคุมอาหาร , ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนัก , กินยา/ฉีดอินซูลินตามแพทย์สั่ง และตรวจตามนัด บางคนที่อยู่ในระยะก่อนเป็นเบาหวาน หรือเพิ่งเริ่มเป็น และปรับพฤติกรรมได้ดีมาก ระดับน้ำตาลอาจกลับมาใกล้เคียงปกติได้

 

ถ้าตั้งครรภ์แล้วพบเบาหวานจะเป็นอย่างไรกับทารกในครรภ์?

หากเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อทารก เช่น น้ำหนักตัวแรกเกิดมากกว่าปกติ ภาวะแทรกซ้อนระหว่างคลอด และเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะเป็นเบาหวานในอนาคตทั้งแม่และลูก

 

ควรตรวจเบาหวานเป็นประจำแค่ไหน?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจคัดกรองเป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์ (เช่น ทุก 1–3 ปีสำหรับผู้ไม่มีเบาหวานแต่มีความเสี่ยง) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วจะมีการตรวจติดตามตามแผนการรักษา (เช่น HbA1c ทุก 3–6 เดือน)

 

     โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เงียบแต่ส่งผลร้ายแรงหากปล่อยทิ้งไว้ การรู้ว่า โรคเบาหวาน มีกี่ระยะ และสังเกต อาการโรคเบาหวาน ระยะแรก จะช่วยให้ตรวจพบได้เร็วขึ้น อย่าลืมดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย และเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

เช็คเบี้ยประกันสุขภาพ

     ดังนั้นการดูแลสุขภาพให้ดีนั้นเป้นสิ่งที่จำเป็น การมี ประกันสุขภาพ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้ หากใครกำลังมองหาความคุ้มครองที่เหมาะกับตัวเอง แนะนำให้ลอง เช็คเบี้ยประกันสุขภาพ กับ TQM ได้เลยครับ หรือปรึกษาเรื่องประกันภัยโทร 1737 บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ

article created at icon11/11/68

2,321 ครั้ง

main-article-author-pfp

พี่หมี TQM

ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ

พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ

เช็คราคาแผนประกัน

กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

สุขภาพ
สุขภาพ
มะเร็ง
มะเร็ง
ลดหย่อนภาษี
ลดหย่อนภาษี

ชื่อ *

นามสกุล *

เพศ *

วัน/เดือน/ปีเกิด *

เบอร์โทรศัพท์มือถือ *

TQM Bear
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง