ทริคเอาตัวรอดจาก 4 สถานการณ์อันตราย

เปรียบเทียบเบี้ยประกันภัย
ทริคเอาตัวรอดจาก 4 สถานการณ์อันตราย

24/01/2017 | รอบรู้เรื่องรถ | เจอ 4 สถานการณ์อันตราย เอาตัวรอดยังไงดี | TQM

ทริคเอาตัวรอดจาก

4 สถานการณ์อันตราย

 

  เพราะอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ว่าเราจะระวังแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ การเรียนรู้หรือหาข้อมูล เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ขับขันไว้เบื้องต้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ เราต้องตั้งสติให้มั่น แล้วค่อยๆ ดึงสิ่งที่หมีกำลังจะบอกต่อไปนี้ออกมาปรับใช้นะครับ

 

 

ที่มา : www.now26.tv/view/65350/วิธีเอาตัวรอดเมื่อยางรถระเบิดขณะขับขี่.html

 

1. ยางระเบิด ขณะรถวิ่ง

  ยางระเบิด เป็นอีกหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตรายที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ยางระเบิดก็มาจาก หมดอายุการใช้งาน ขับเร็วเกินพิกัดยาง บรรทุกน้ำหนักเกิน สูบลมยางผิดวิธี และยางร้อนจัด ดังนั้นเบื้องต้นก่อนออกเดินทางควรจะเช็คลมยางให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน และเช็คอายุของยางให้ดีว่าควรเปลี่ยนยางเมื่อไหร่

 

แล้วระหว่างขับจะรู้ได้ยังไง ว่ายางกำลังจะระเบิดแล้ว ?

พวงมาลัยจะเริ่มสั่น และรู้สึกบังคับรถลำบากเวลาเลี้ยว ทั้งที่ตอนแรกที่ขับมาไม่มีปัญหาอะไร อาการแบบนี้แสดงว่ายางเริ่มมีอาการบวมแล้ว ให้ชะลอรถและจอดในที่ปลอดภัยทันที แต่ถ้ายางระเบิดไปแล้ว ทำยังไง ?

  1. ตั้งสติ ค่อยๆ ถอนคันเร่งออก แล้วบังคับพวงมาลัยให้คงที่

  2. แตะเบรกเบาๆ อย่าแตะทีเดียวแรงๆ เพราะจะทำให้รถหมุน

  3. สิ่งที่ห้ามทำเลยเป็นอันขาด คือ ห้ามเหยียบคลัตช์ และดึงเบรกมือ เพราะจะทำให้รถเสียหลัก

  4. เมื่อความเร็วลดลงแล้วให้เปิดไฟเลี้ยว

  5. เมื่อควบคุมได้แล้ว รถชะลอความเร็วจนใกล้จะหยุด ให้เปิดไฟเลี้ยวเข้าข้างทาง แล้วหาทางหยุดรถในที่ปลอดภัย

 

2. เบรกแตก

  เบรกแตก เป็นอีกหนึ่งอาการผิดปกติของรถที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ซึ่งขณะขับรถเราต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติของอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ถ้ามีปัญหาที่ผ้าเบรก จะมีอาการอย่าง มีเสียงแปลกๆ หรือ รู้สึกเหยียบเบรกได้ไม่สุด เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทางที่ดีควรรีบนำรถไปเช็คสภาพผ้าเบรกทุกๆ 3 เดือน หรือไม่เกิน 50,000 กม.  แต่ถ้าเกิดอาการเบรกแตกขึ้นมาขณะขับ จะทำยังไงดี ?

  1.  ตั้งสติ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ควบคุมรถเข้าเลนด้านซ้าย

  2.  ลดคันเร่ง - ความเร็ว ใช้แรงเสียดทานให้เป็นประโยชน์ หรือใช้วิธี Engine Brake ให้เครื่องยนต์เกิดอาการหน่วง ช่วยให้ชะลอความเร็วกะทันหัน โดยการเหยียบคลัทช์ ลดตำแหน่งเกียร์ สำหรับรถเกียร์ธรรรมดา ส่วนถ้าเป็นเกียร์ออโต้ ให้ใช้ปุ่ม Overdrive on เปลี่ยนเกียร์ จาก D เป็น 3 โดยห้ามเปลี่ยนเป็น L โดยเด็ดขาด

  3.  ใช้ Emergency Brake หรือเบรกมือช่วย โดยค่อยๆ ดึง เพื่อช่วยชะลอความเร็ว แต่ห้ามดึงทีเดียวจนสุดเป็นอันขาด 

 

 

3. เหตุเกิดเมื่อรถจมน้ำ

  หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินไม่สามารถบังคับรถได้จนรถเกิดพลาดตกลงไปในแม่น้ำ คู คลองที่ค่อนข้างลึก จนรถค่อยๆ จมลงเรื่อยๆ แน่นอนว่าหลายคนคงเกิดอาการตระหนกตกใจทำอะไรไม่ถูก แต่พี่หมีแนะนำให้ตั้งสติ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินแค่ไหน สติ จะเป็นตัวช่วยให้เราเรียบเรียงความคิดและหาทางเอาตัวรอดได้ แล้วทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

1.    อย่าพึ่งปลดเข็มขัดนิรภัยจนกว่ารถจะหมดแรงกระแทก

2.    เมื่อรถค่อยเคลื่อนลงไปในน้ำอย่างช้าๆ ให้หาทางออกทางหน้าต่างเท่านั้น เพราะประตูรถไม่สามารถเปิดได้จากแรงดันน้ำภายน้ำ

3.    พยายามลดกระจกด้านข้างลงทั้งรถระบบไฟฟ้าและธรรมดา  ซึ่งระบบไฟฟ้าภายในรถจะสามารถใช้งานได้อีกประมาณ 10 นาที แม้เครื่องยนต์จะดับ แต่ไม่ต้องกลัวถูกช็อต เพราระบบรถยนต์เป็นไฟฟ้ากระแสตรง 

4.    สูดลมหายใจให้เต็มที่แล้วค่อยๆ เอาตัวออกทางหน้าต่างให้ไวที่สุด

5.    ถ้าไม่สามารถออกทางหน้าต่างได้ ให้ใช้วิธีปลดล็อกประตูทางออก เมื่อน้ำเข้ามาในรถจนเกือบถึงหลังคา ความดันภายนอกและภายในรถใกล้เคียงกันแล้ว ให้ผลักประตูออกให้กว้างสุดแล้วดันตัวออกจากรถให้ไวที่สุด แล้วปล่อยตัวลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือลองเป่าฟองอากาศลอยไป แล้วค่อยว่ายตามฟองอากาศเพื่อหาทางขึ้นสู่เหนือน้ำ

6.    ถ้าไม่สามารถทำตามวิธีที่ 4 - 6 ให้พยายามหาของแข็งมาทุบกระจกด้านข้าง เพราะกระจกหน้า - หลังจะเป็นกระจกที่ถูกออกแบบให้เป็นแบบนิรภัยทุบให้แตกยาก แต่ต้องรอให้แรงดันด้านในและด้านนอกเท่ากันก่อนจึงจะสามารถทุบให้แตกได้ แต่ถ้ากระจกข้างไม่แตกให้เลือกทุบกระจกหลัง เพราะเป็นส่วนที่จมน้ำช้าที่สุด 

4. รถเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้

  ไฟไหมรถยนต์ นับเป็นอุบัติเหตุที่มีความรุนแรงและโอกาสรอดน้อยมากแทบจะที่สุด เพราะการที่รถจะเกิดไฟลุกไหม้ได้นั้นแสดงว่าต้องได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงมากจนถังน้ำมันรั่ว หรือเกิดประกายไฟ ซึ่งผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่มักจะได้รับแรงกระแทกจนหมดสติ และไม่สามารถพาตัวเองออกมาจากสถานการร์ฉุกเฉินได้ แล้วถ้าเกิดยังมีสติรู้ตัวจะเอาตัวรอดยังไงดี ?

 

1.    ตั้งสติ รีบปลดเข็มขัดนิรภัย

2.    บิดสวิทช์ปิดกุญแจ เพื่อป้องกันการเกิดประกายไฟ แต่ถ้าเกิดได้กลิ่นควันไฟหรือรับรู้ได้ถึงความร้อนรีบข้ามขั้นตอนนี้ไปทันที

3.    รีบเอาช่วยตัวเองออกจากตัวรถให้ไวที่สุด พยายามทุบกระจกรถ หาทางออกมา เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุเฟรมประตูรถอาจจะเสียได้

4.    เมื่อออกมาได้แล้วก็ให้รีบออกห่างจากรัศมีตัวรถให้ไกลที่สุด หากยังมีเพื่อนหรือใครที่ติดอยู่ในตัวรถ ให้ออกมาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือคนที่อยู่แถวนั้น

 

ถ้าเป็นกรณีรถยนต์ติดแก๊ส แน่นอนว่าจะมี “กลิ่น” เป็นสัญญาณเตือนก่อนเมื่อแก๊สรั่ว ให้รีบหยุดรถเข้าข้างทาง แล้วรีบออกห่างจากตัวรถให้ไวที่สุด วิธีป้องกันให้ดีที่สุดควรเช็คสภาพรถให้พร้อมอยู่เสมอ และควรพกถังดับเพลิงขนาดเล็กติดรถไว้เผื่อฉุกเฉิน

 

อย่างที่พี่หมีบอกทุกครั้งและเน้นย้ำเสมอว่า ไม่ว่าเกิดสถานการณ์อะไร ให้พยายาม “ตั้งสติ” ใจเย็นๆ แล้วคิดหาทางออกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ต้องนั่งกังวลถึงความเสียหายของทรัพย์สิน ให้ห่วงชีวิตตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะส่วนของทรัพย์สินนั้นหากทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ไว้ รับรองว่าได้รับการเยียวยาอย่างคุ้มค่าแน่นอน ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องประกันภัยรีบโทรหาพี่หมีได้ตลอด 24 ชม. ที่ Hotline 1737 หรือที่นี่ www.tqm.co.th พี่หมีรออยู่เสมอน้า ~

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

·  www.tiretruckintertrade.com

·  www.wiseknow.com

·  auto.sanook.com/2041

·  auto.sanook.com/5649

·  auto.sanook.com/1532

·  careasy.blogspot.com

·  www.autodeft.com

 

ประกันภัยพิเศษ

กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ