เช็คราคาแผนประกัน
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ข้อมูลการเดินทาง
เส้นทางการเดินทาง *
รูปแบบการเดินทาง *
จำนวนคนเดินทางทริปนี้
ประเทศปลายทาง *
วันเดินทางไป *
วันเดินทางกลับ *


เวลาพูดถึง แผ่นดินไหวที่ต่างประเทศ หลายคนจะนึกถึงญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก แต่จริง ๆ แล้วบนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่เจอแผ่นดินไหวถี่และรุนแรงไม่แพ้กัน ทั้งในโซนเอเชีย อเมริกาใต้ และแถบหมู่เกาะต่าง ๆ รอบ “วงแหวนแห่งไฟ” (Pacific Ring of Fire) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวราว 90% ของทั้งโลก เลยทีเดียว บทความนี้พี่หมี TQM จะพาไปทำความรู้จัก ประเทศที่แผ่นดินไหวบ่อยที่สุด รุนแรงที่สุด คนชอบเดินทางต้องรู้อะไรบ้าง และวิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ต่างประเทศกันครับ
Key Takeaway
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
แผ่นดินไหว (Earthquake) คือ การสั่นสะเทือนของพื้นผิวโลก ที่เกิดจากการเคลื่อนตัวหรือปลดปล่อยพลังงานตามแนวรอยเลื่อนในเปลือกโลก (Fault) เมื่อแรงสะสมมากพอแล้วเกิด “หลุด” หรือเลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว จึงเกิดคลื่นไหวสะเทือนพุ่งออกมาทุกทิศทาง ความรุนแรงของแผ่นดินไหวมักวัดด้วย “แมกนิจูด” (Magnitude) เช่น ขนาด 6.0, 7.0, 9.0 เป็นต้น โดยยิ่งตัวเลขสูง พลังงานที่ปลดปล่อยก็ยิ่งมากแบบทวีคูณ ไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรง
สาเหตุหลักมาจาก ตำแหน่งประเทศบนแผ่นเปลือกโลก ถ้าอยู่ตรงรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก (เช่น แผ่นยูเรเชีย แผ่นแปซิฟิก แผ่นอินโด-ออสเตรเลีย ฯลฯ) ก็จะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวสูงกว่าพื้นที่กลางแผ่นเปลือกโลก บริเวณที่ “เสี่ยงสุด ๆ” คือ Pacific Ring of Fire หรือ วงแหวนแห่งไฟ ล้อมรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลงไปถึงนิวซีแลนด์ ข้ามไปฝั่งอเมริกา ชายฝั่งชิลี เปรู เม็กซิโก จนถึงสหรัฐฝั่งตะวันตก ซึ่งพื้นที่นี้มีทั้งภูเขาไฟและแผ่นดินไหวถี่มาก
สำหรับคำว่า “ประเทศที่ แผ่นดินไหว บ่อย ที่สุด” จะตอบแบบตัวเลขเป๊ะ ๆ ทั่วโลกค่อนข้างยาก เพราะแต่ละแหล่งสถิติใช้ช่วงเวลาและเกณฑ์ต่างกัน เช่น นับเฉพาะแผ่นดินไหวเกินขนาด 4.0 ขึ้นไป หรือรวมแผ่นดินไหวเล็ก ๆ ที่แทบไม่รู้สึกด้วย แต่ถ้ามองภาพรวมจากสถิติและงานวิจัย จะพบว่าประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและมีแผ่นดินไหวบ่อยมาก ได้แก่
ข้อมูลหนึ่งระบุว่า ญี่ปุ่นมีแผ่นดินไหวที่วัดได้ราว 5,000 ครั้งต่อปี ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก 3–4 แมกนิจูด
นอกจากนี้ยังมีประเทศอย่างรัสเซีย ตุรกี เปรู ปาปัวนิวกินี กรีซ ฯลฯ ที่จากสถิติการบันทึกพบแผ่นดินไหวจำนวนมากเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก www.worldatlas.com

ถ้าพูดถึง “รุนแรงที่สุดในโลก” มักใช้อ้างอิงจาก ขนาดแมกนิจูดสูงสุดที่บันทึกได้ ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมโดยหน่วยงานวิทยาศาสตร์ เช่น USGS และสื่อใหญ่ ๆ อย่าง TIME มีการจัดอันดับ 5 เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึก ดังนี้
แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1960 ที่เมืองวัลดิเวีย ประเทศชิลี ด้วยขนาดแมกนิจูดราว 9.5 ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยวัดได้ แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนทำให้เกิดสึนามิลูกมหึมา ซัดข้ามมหาสมุทรไปไกลถึงฮาวาย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ พื้นที่ชายฝั่งจำนวนมากได้รับความเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน บ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากถูกทำลาย เหตุการณ์นี้จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมด้านภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ของโลก
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในอลาสกาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 1964 โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ Prince William Sound ด้วยขนาดแมกนิจูดประมาณ 9.2 ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา แรงสั่นไหวทำให้พื้นดินบางบริเวณยกตัวขึ้นหลายเมตร เกิดดินถล่มและสึนามิถาโถมเข้าใส่ชายฝั่งหลายเมือง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราวหลักร้อย แต่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬาร ทั้งต่ออาคาร บ้านเรือน ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2004 โดยมีจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ใกล้เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยขนาดประมาณ 9.1 แมกนิจูด แผ่นดินไหวใต้ทะเลครั้งนี้ก่อให้เกิดสึนามิลูกใหญ่แผ่กระจายไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย ซัดเข้าฝั่งในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ไทย ศรีลังกา อินเดีย และอีกหลายพื้นที่ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 230,000 คนใน 13 ประเทศ สำหรับคนไทย เหตุการณ์นี้คือสึนามิที่พังงา ภูเก็ต และชายฝั่งอันดามัน ที่ยังคงเป็นบาดแผลในความทรงจำของหลาย ๆ คนจนถึงทุกวันนี้
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2011 ญี่ปุ่นเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นอกชายฝั่งภูมิภาคโทโฮคุ ด้วยขนาดประมาณ 9.1 แมกนิจูด แรงสั่นสะเทือนในทะเลก่อให้เกิดสึนามิสูงกว่า 10 เมตรในหลายพื้นที่ น้ำทะเลซัดเข้าทำลายเมืองชายฝั่ง บ้านเรือน ถนน สนามบิน และโครงสร้างสำคัญเสียหายอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมราว 18,000 คน ที่สำคัญคือเหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้เกิดวิกฤตที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ทำให้ชาวโลกตระหนักถึงความเสี่ยงของแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น และเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายด้านพลังงานและความปลอดภัยของหลายประเทศ
แผ่นดินไหวในคาบสมุทรคัมชัตกาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 1952 ด้วยขนาดราว 9.0 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ใกล้ชายฝั่ง ทำให้เกิดสึนามิที่รุนแรงและเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปถึงฮาวายและพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ แม้ภูมิภาคคัมชัตกาจะไม่หนาแน่นด้วยประชากรเท่าเมืองใหญ่ในประเทศอื่น แต่พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาในครั้งนั้นถือว่ามหาศาลและถูกจัดเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่ทรงพลังที่สุดของโลก
เวลาพูดถึงความ “รุนแรง” ของแผ่นดินไหว ไม่ได้ดูจากตัวเลขแมกนิจูดเพียงอย่างเดียว ยังต้องมองปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความลึกของศูนย์กลางแผ่นดินไหว ระยะห่างจากเมืองหรือชุมชนหนาแน่น ลักษณะของดินและโครงสร้างอาคาร รวมถึงระดับการเตรียมรับมือของประเทศนั้น ๆ ด้วย บางเหตุการณ์แมกนิจูดไม่สูงมาก แต่ถ้าเกิดใกล้เมืองใหญ่ โครงสร้างไม่แข็งแรง หรือไม่มีการเตือนภัยที่ดี ก็อาจสร้างความเสียหายได้มากไม่แพ้เหตุการณ์ใหญ่ ๆ ในประวัติศาสตร์เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก www.usgs.gov
ญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณที่รอยต่อแผ่นเปลือกโลกใหญ่ ๆ มาชนกันพอดี ได้แก่ แผ่นแปซิฟิก (Pacific Plate) แผ่นฟิลิปปินส์ (Philippine Sea Plate) แผ่นยูเรเชีย (Eurasian Plate) แผ่นอเมริกาเหนือ (North American Plate) ทำให้ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งใน ประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อย ที่สุดในโลก ทั้งแผ่นดินไหวเล็ก ๆ ที่คนไม่รู้สึก และแผ่นดินไหวระดับกลาง - ใหญ่ที่ทำให้ตึกสั่นและมีประกาศเตือนภัย โดยข้อมูลหนึ่งระบุว่า แผ่นดินไหวขนาด 8.0 ขึ้นไปจะเกิดในญี่ปุ่นเฉลี่ยประมาณทุก ๆ 19 ปี ส่วนแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปก็มีบ่อยกว่า 1 ครั้งต่อปีในระยะยาว
สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่ชอบไปญี่ปุ่นบ่อย ๆ ไม่ว่าจะไปชมซากุระ ใบไม้เปลี่ยนสี หรือเที่ยวหน้าหนาว การมีความรู้เบื้องต้นเรื่อง วิธีรับมือแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น จึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก

จากที่พี่หมีเคยลิสต์ วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ต่างประเทศ ต่อไปนี้เป็นจึงเป็นแนวทางคร่าว ๆ สำหรับนักเดินทาง หากต้องเผชิญกับ แผ่นดินไหวที่ต่างประเทศ ทั้งก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเกิดแผ่นดินไหวต้องปฎิบัติตนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ชิลี หรือประเทศเสี่ยงอื่น ๆ โดยอ้างอิงจากคำแนะนำด้านความปลอดภัยของหลายหน่วยงานด้านท่องเที่ยวและความปลอดภัยระหว่างประเทศ
1. เช็กความเสี่ยงก่อนเดินทาง
2. เลือกที่พักที่เหมาะสม
3. เตรียมสิ่งจำเป็น Emergency ติดตัว
หลักง่าย ๆ ที่ควรจำคือ “หมอบ–กำบัง–ยึดให้มั่น” ร่วมกับการหลบสิ่งของที่อาจหล่นใส่
1. ถ้าอยู่ในอาคาร / โรงแรม
2. ถ้าอยู่กลางเมือง / เดินอยู่ข้างถนน
3. ถ้าอยู่ใกล้ชายฝั่ง / ริมทะเล
4. ถ้าอยู่บนรถ / รถไฟ

ต่อให้เราระวังตัวดีแค่ไหน แผ่นดินไหวก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่ “เดาทางไม่ได้” อยู่ดี โดยเฉพาะถ้าไปประเทศที่เสี่ยงสูง เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี หรือสหรัฐฝั่งตะวันตก การมีประเดินทางต่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนควรทำก่อนเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหว ว่าแต่ทำไมต้องทำประกันเดินทางต่างประเทศ ช่วยอะไรได้บ้างเวลามีแผ่นดินไหว มาดูกันครับ
ถ้าเกิดแผ่นดินไหวแล้วคุณบาดเจ็บ หกล้ม กระจกบาด ของหล่นใส่ หรือเกิดอุบัติเหตุอื่น ๆ ตามมา ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลต่างประเทศอาจสูงมาก แต่ ประกันเดินทางต่างประเทศที่คุ้มครองภัยธรรมชาติ จะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินในกรมธรรม์
ถ้าเกิดเหตุร้ายแรง เช่น เสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรจากแผ่นดินไหว ประกันเดินทางสามารถช่วยดูแลเรื่องเงินชดเชยให้กับครอบครัวตามเงื่อนไขในกรมธรรม์ ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุด
ในบางแผนประกัน อาจมีความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น
รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละแผน ดังนั้นก่อนซื้อควรอ่านความคุ้มครองอย่างละเอียด
ท้ายสุด พี่หมี TQM ขอฝากไว้ว่า “เราอาจคุมแผ่นดินไหวไม่ได้ แต่เราคุม ‘ความเสี่ยงทางการเงิน’ ได้ด้วยการเตรียมประกันเดินทางที่เหมาะสมก่อนออกเดินทางทุกครั้ง” ถ้าใครมีแพลนจะไปญี่ปุ่น อินโดนีเซีย หรือประเทศที่แผ่นดินไหวบ่อย ลองให้พี่หมีช่วย เช็คเบี้ยประกันเดินทางต่างประเทศ ที่คุ้มครองภัยธรรมชาติและแผ่นดินไหว ให้หน่อยก็ดีนะครับ เปรียบเทียบแผนให้เสร็จสรรพ เลือกแบบที่คุ้มครองครบ วงเงินเหมาะสม และให้คุณเที่ยวต่างประเทศได้อย่างสบายใจยิ่งขึ้น หรือสนใจปรึกษาเรื่องประกันภัย โทร 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
422 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
ข้อมูลการเดินทาง
เส้นทางการเดินทาง *
รูปแบบการเดินทาง *
จำนวนคนเดินทางทริปนี้
ประเทศปลายทาง *
วันเดินทางไป *
วันเดินทางกลับ *
