ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
article author pfp

พี่หมี TQM

article created at icon23/07/69

10,225 ครั้ง

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

     การมีรถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและลดการปล่อยมลพิษจากการเดินทางได้ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของรถ EV ต้องวางแผนคือเรื่องการชาร์จไฟ โดยเฉพาะการ ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ซึ่งช่วยให้สามารถชาร์จรถได้ทุกวันโดยไม่ต้องเดินทางไปยังสถานีชาร์จสาธารณะ วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปดูกันว่าหากต้องงการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง เพื่อช่วยให้เจ้าของรถ EV วางแผนงบประมาณและติดตั้งได้อย่างปลอดภัย


Key Takeaway

 

  • ประเภทเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าจะมี 2 แบบหลัก ได้แก่ Wall Charger (ติดผนัง ชาร์จเร็ว เหมาะใช้ประจำทุกวัน) และ Portable Charger (พกพา เสียบไฟบ้าน ชาร์จช้า เหมาะสำรองหรือใช้ไม่บ่อย)
  • การเตรียมระบบไฟฟ้าต้องตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า สายไฟเมน ตู้คอนซูเมอร์ยูนิต และระบบสายดินให้รองรับกระแสไฟสูงได้ หากไม่พอต้องอัปเกรดเพื่อความปลอดภัย
  • การติดตั้ง Wallbox Charger พร้อมเดินระบบและอุปกรณ์ต่างๆ ใช้งบประมาณโดยประมาณ 20,000–70,000 บาท ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบไฟเดิม
  • ขั้นตอนการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน เริ่มจากสำรวจหน้างาน ปรับปรุงระบบไฟ ติดตั้งและเดินสายไฟ ตั้งค่าระบบ ทดสอบความปลอดภัย และส่งมอบงานโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ
  • ข้อดีของการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านเพิ่มความสะดวกสบาย ชาร์จข้ามคืนพร้อมใช้งานทุกวัน ประหยัดเวลาไม่ต้องรอคิวที่สถานีสาธารณะ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

 

📖  รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย

 


ที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านมีกี่แบบ เลือกแบบไหน

     ก่อนตัดสินใจติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน เจ้าของรถควรรู้จักประเภทของเครื่องชาร์จ เพื่อเลือกกำลังไฟและรูปแบบการใช้งานให้เหมาะกับรถและระบบไฟของบ้าน โดยจะมีด้วยกัน 2 แบบ ดังนี้

 

Wall Charger

     Wall Charger คือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบติดผนังที่ติดตั้งถาวรภายในบ้านหรือโรงจอดรถ ทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ด้วยกำลังไฟสูง จึงชาร์จได้เร็วกว่าเสียบปลั๊กไฟบ้านทั่วไปประมาณ 3–8 เท่า อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัย เช่น ระบบป้องกันไฟรั่ว ไฟเกิน และบางรุ่นสามารถตั้งเวลาหรือควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถ EV เป็นประจำและต้องการความสะดวกในการชาร์จทุกวัน ระยะเวลาชาร์จโดยประมาณ 7.4 kW ประมาณ 6–10 ชั่วโมง , 11 kW ประมาณ 4–8 ชั่วโมง และ 22 kW ประมาณ 2–5 ชั่วโมง

 

Portable Charger

     Portable Charger คือสายชาร์จแบบพกพาที่มักแถมมากับรถยนต์ไฟฟ้า สามารถเสียบใช้งานกับปลั๊กไฟบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ด้วยกำลังไฟประมาณ 2–3.5 kW จึงใช้เวลาชาร์จนานกว่า Wallbox Charger แต่ สายชาร์จแบบ Portable Charger มีข้อดีคือพกพาสะดวก ใช้งานได้หลากหลายสถานที่ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถไม่บ่อย ใช้รถในระยะทางไม่มาก หรือใช้เป็นอุปกรณ์สำรองเมื่อต้องเดินทางไกล 

ที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านมีกี่แบบ

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง

     การติดตั้งที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ที่บ้าน ไม่ใช่แค่เลือกซื้อเครื่องชาร์จหรือมีเครื่องชาร์จที่แถมมากับตัวรถแล้วจะติดตั้งได้เลย แต่ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านให้พร้อม เพื่อการติดตั้งอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งานได้อย่างปลอดภัย เราจึงควรเตรียมตัวก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ดังนี้

 

ตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้าน

 

  • ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า : หากบ้านของคุณยังใช้มิเตอร์ขนาด 15(45) แอมป์ อาจไม่เพียงพอสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกับใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในบ้าน จึงควรยื่นขอเพิ่มขนาดมิเตอร์กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อเปลี่ยนขนาดมิเตอร์เป็นแบบ 1 เฟส 30(100)A หรือมิเตอร์แบบ 3 เฟส (15/45A) หรือขอติดตั้งมิเตอร์ลูกที่สองแยกสำหรับการชาร์จ EV โดยเฉพาะ
  • ขนาดสายไฟเมน : สายไฟเมนหรือสายไฟที่เชื่อมระหว่างมิเตอร์เข้ามายังตู้ควบคุมไฟฟ้าภายในบ้านต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะรับกระแสไฟฟ้าทั้งหมดในบ้านรวมกับตัว EV Charger ได้ ซึ่งควรมีขนาด 25 ตารางมิลลิเมตรขึ้นไป หากสายไฟเดิมมีขนาดเล็กกว่า แนะนำให้เปลี่ยนสายไฟเมนเพื่อป้องกันสายไฟร้อนและเกิดเพลิงไหม้

 

ติดตั้งระบบป้องกันไฟฟ้าให้ได้มาตรฐาน

     ก่อนติดตั้ง EV Charger ควรตรวจสอบว่าตู้ไฟ (Consumer Unit) ภายในบ้านมีพื้นที่เพียงพอสำหรับติดตั้งเบรกเกอร์แยกของเครื่องชาร์จหรือไม่ รวมถึงอุปกรณ์ภายในตู้ให้รองรับกระแสไฟที่เพิ่มขึ้น โดยทั่วไปจะต้องติดตั้ง MCB หรือ RCBO แยกเฉพาะสำหรับ EV Charger เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ไฟเกิน และไฟรั่ว ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและไม่รบกวนการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 

 

เลือกตำแหน่งติดตั้งให้เหมาะสม

     ควรติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าในบริเวณที่มีหลังคาป้องกันแดดและฝน หรือเลือกเครื่องชาร์จที่มีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น เช่น IP54 หรือ IP65 ขึ้นไป พร้อมคำนึงถึงระยะสายชาร์จให้สามารถเสียบเข้ากับรถได้สะดวก นอกจากนี้ หากต้องการควบคุมการชาร์จผ่านแอปพลิเคชัน ควรติดตั้งในพื้นที่ที่สัญญาณ Wi-Fi ครอบคลุม

 

เลือกเครื่องชาร์จให้เหมาะกับรถ

     รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้หัวชาร์จแบบ Type 2 สำหรับการชาร์จไฟ AC จึงควรตรวจสอบพอร์ตชาร์จของรถก่อนเลือกซื้อเครื่อง นอกจากนี้ควรเลือกกำลังไฟของเครื่องชาร์จให้เหมาะกับระบบไฟฟ้าภายในบ้านและความสามารถในการรับไฟของรถ เช่น 7.4 kW สำหรับบ้านไฟ 1 เฟส หรือ 22 kW สำหรับบ้านไฟ 3 เฟส

 

ใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญประเมินหน้างานก่อนติดตั้งจริง 

     ก่อนติดตั้ง EV Charger ควรให้ช่างหรือผู้ติดตั้งที่มีความเชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบหน้างาน เพื่อประเมินความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้านและวางแผนการติดตั้งให้เหมาะสม โดยจะตรวจสอบตำแหน่งติดตั้ง ระยะเดินสายไฟ ขนาดสายไฟเมน ขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า ตู้ Consumer Unit และจุดต่อสายดิน รวมถึงประเมินว่าจำเป็นต้องอัปเกรดอุปกรณ์ใดเพิ่มเติมหรือไม่

 

เตรียมงบประมาณสำหรับการติดตั้ง

     ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านไม่ได้มีเฉพาะค่าเครื่องชาร์จเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าอุปกรณ์และค่าแรงติดตั้ง ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามสภาพระบบไฟฟ้าของแต่ละบ้าน หากบ้านมีระบบไฟพร้อมอยู่แล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายเพียงค่าติดตั้งและเดินสายไฟเพิ่มเติม แต่หากต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ เปลี่ยนสายไฟเมน อัปเกรดตู้ Consumer Unit หรือติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นตามความซับซ้อนของงาน

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ราคาเท่าไหร่

     ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องชาร์จและความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน หากบ้านมีระบบไฟพร้อมอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่าบ้านที่ต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายได้ ดังนี้

 

  • Portable Charger ส่วนใหญ่มักแถมมาพร้อมรถยนต์ไฟฟ้า หากซื้อแยกราคาประมาณ 5,000–15,000 บาท
  • Wallbox Charger ราคาประมาณ 15,000–50,000 บาท ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ฟังก์ชัน และกำลังไฟ
  • ค่าติดตั้งและเดินสายไฟ โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 5,000–20,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะเดินสายและความยากของหน้างาน
  • ค่าปรับปรุงระบบไฟฟ้า เช่น เพิ่มขนาดมิเตอร์ เปลี่ยนสายไฟเมน หรืออัปเกรด Consumer Unit และเบรกเกอร์ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามสภาพของบ้านและอัตราค่าบริการของการไฟฟ้า

 

     หากรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด การติดตั้ง Wallbox Charger ที่บ้านส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณประมาณ 20,000–70,000 บาท แต่หากบ้านมีระบบไฟพร้อมและไม่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายอาจต่ำกว่านี้ ในทางกลับกัน หากต้องอัปเกรดระบบไฟฟ้าหลายส่วน งบประมาณก็อาจสูงกว่าช่วงดังกล่าวได้

 

ขั้นตอนการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

     การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger) ที่บ้านควรดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ระบบไฟฟ้ารองรับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย และเครื่องชาร์จทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยมีขั้นตอนดังนี้

 

สำรวจหน้างานและประเมินระบบไฟฟ้า

     ช่างจะเข้าตรวจสอบความพร้อมของบ้าน ทั้งขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า สายไฟเมน ตู้ Consumer Unit ระบบสายดิน และตำแหน่งที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จ พร้อมประเมินระยะเดินสายไฟและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ เพื่อวางแผนการติดตั้งและประเมินค่าใช้จ่าย

 

ปรับปรุงระบบไฟฟ้า กรณีมีความจำเป็น

     หากระบบไฟฟ้าเดิมไม่รองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า อาจต้องเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า เปลี่ยนสายไฟเมน อัปเกรด Consumer Unit หรือติดตั้งเบรกเกอร์และอุปกรณ์ป้องกันไฟรั่ว (RCD/RCBO) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

 

ติดตั้งเครื่องชาร์จและเดินสายไฟ

     เมื่อระบบไฟฟ้าพร้อมแล้ว ช่างจะติดตั้ง Wallbox Charger ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมเดินสายไฟจากตู้ไฟมายังเครื่องชาร์จ โดยคำนึงถึงความแข็งแรง ความปลอดภัย และความสะดวกในการใช้งาน

 

เชื่อมต่อระบบและตั้งค่าเครื่องชาร์จ

     หลังติดตั้งเสร็จ จะมีการเชื่อมต่อเครื่องชาร์จกับระบบไฟฟ้า และตั้งค่าการใช้งาน เช่น กำลังไฟ เวลาเริ่มชาร์จ หรือเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันผ่าน Wi-Fi หากเครื่องชาร์จนั้นรองรับฟังก์ชัน

 

ทดสอบการชาร์จและตรวจสอบความปลอดภัย

     ช่างจะทดสอบการทำงานของเครื่องชาร์จกับรถยนต์ไฟฟ้า ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้า ระบบตัดไฟรั่ว การทำงานของเบรกเกอร์ และความสมบูรณ์ของระบบทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

 

ส่งมอบงานและแนะนำการใช้งาน

     เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผู้ติดตั้งหรือช่างจะอธิบายวิธีใช้งานเครื่องชาร์จ การดูแลรักษา ข้อควรระวัง และการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น รวมถึงส่งมอบเอกสารรับประกันสินค้าและงานติดตั้ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งาน EV Charger ได้อย่างมั่นใจ

ขั้นตอนการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

ข้อดีของการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

     การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มความสะดวกในการใช้งานรถ EV เท่านั้น แต่ยังช่วยประหยัดเวลา วางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่าย และทำให้รถพร้อมใช้งานในทุกวัน โดยข้อดีของการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน มีดังนี้

 

ชาร์จรถได้ทุกเวลาที่ต้องการ

     หนึ่งในข้อดีของการติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน คือเจ้าของรถสามารถเสียบชาร์จได้ทันทีหลังกลับถึงบ้าน โดยไม่ต้องขับรถไปหาสถานีชาร์จหรือรอคิว ผู้ใช้งานสามารถชาร์จทิ้งไว้ในช่วงกลางคืนและนำรถออกไปใช้ในตอนเช้าได้ เหมือนกับการชาร์จโทรศัพท์ก่อนนอน

 

ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง

     การเดินทางไปสถานีชาร์จอาจต้องใช้ทั้งเวลาเดินทางและเวลารอ หากสถานีมีผู้ใช้บริการจำนวนมากอาจต้องต่อคิวเพิ่มเติม

 

วางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่าย

     การชาร์จที่บ้านช่วยให้ผู้ใช้ตรวจสอบค่าไฟจากมิเตอร์หรือแอปพลิเคชันของ Smart Charger ได้ สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนและต้นทุนต่อกิโลเมตรได้ง่ายกว่าการใช้สถานีชาร์จหลายเครือข่าย หากมีมิเตอร์หรืออัตราค่าไฟที่เหมาะสม ผู้ใช้อาจเลือกตั้งเวลาชาร์จในช่วงที่ค่าไฟต่ำกว่าได้ แต่ต้องตรวจสอบเงื่อนไขอัตราค่าไฟกับการไฟฟ้าและประเภทมิเตอร์ของบ้านก่อน

 

ลดการพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะ

     แม้ประเทศไทยจะมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในบางพื้นที่อาจมีจำนวนจุดชาร์จไม่เพียงพอ หรือหัวชาร์จที่ต้องการอาจไม่ว่าง

 

ชาร์จด้วยกำลังไฟที่เหมาะกับการใช้งานประจำวัน

     การชาร์จแบบ AC ที่บ้านเหมาะกับการจอดรถเป็นเวลานาน ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่ใกล้หมดแล้วจึงชาร์จ แต่สามารถเติมพลังงานตามระยะทางที่ใช้ในแต่ละวันได้ พฤติกรรมนี้ช่วยให้รถมีระดับแบตเตอรี่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ และลดความกังวลเรื่องระยะทางในการเดินทางช่วงเช้า หรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหมดกลางทาง

 

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ใช้ไฟเพิ่มขึ้นมากไหม

     การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านทำให้ใช้ไฟเพิ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ไฟเต็มกำลังตลอดเวลา เพราะปริมาณไฟที่เพิ่มขึ้นจริงขึ้นอยู่กับระยะทางที่ขับ ความจุแบตเตอรี่ และจำนวนครั้งที่ชาร์จ เครื่องชาร์จบ้านขนาด 7.4 kW จะดึงกำลังไฟขณะชาร์จประมาณ 7.4 หน่วยต่อชั่วโมง และใช้กระแสราว 32 แอมป์ จึงถือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงที่ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง ใกล้เคียงกับการเปิดเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องพร้อมกัน ระบบไฟบ้านจึงต้องรองรับทั้งเครื่องชาร์จและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นในเวลาเดียวกัน

 

ตัวอย่างการใช้ไฟ

     สมมติรถไฟฟ้าใช้พลังงานเฉลี่ย 15 kWh ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร

 

ขับวันละ 30 กิโลเมตร จะใช้ไฟประมาณ 4.5 หน่วยต่อวัน

หนึ่งเดือนจะใช้ไฟเพิ่มประมาณ 135 หน่วย

หากค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 4–5 บาทต่อหน่วย ค่าไฟอาจเพิ่มประมาณ 540–675 บาทต่อเดือน

หากขับวันละ 60 กิโลเมตร ค่าไฟอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1,080–1,350 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ยังต้องเผื่อการสูญเสียระหว่างชาร์จประมาณเล็กน้อยด้วย

ติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน ใช้ไฟเพิ่มขึ้นมากไหม

     การติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานรถ EV ลดการพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะ และช่วยให้สามารถวางแผนการชาร์จได้ง่ายขึ้น โดยควรเลือกประเภทเครื่องชาร์จให้เหมาะกับรถ ตรวจสอบความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัย 

 

     นอกจากนี้ การมีประกันรถยนต์ไฟฟ้า ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคุ้มครองในการใช้งานรถ EV โดยสามารถเข้ามาเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้ากับ TQM พร้อมรับบริการเสริมสุดพิเศษ หรือกรอกข้อมูลที่กล่องด้านล่างเพื่อค้นหาแผนประกันที่ตรงใจ หรือโทรปรึกษาเรื่องประกันภัยได้ที่ 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงครับ

article created at icon23/07/69

10,225 ครั้ง

main-article-author-pfp

พี่หมี TQM

ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2303 บทความ

พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ

เช็คราคาแผนประกันตรงใจ

กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อ *

นามสกุล *

เบอร์โทรศัพท์มือถือ *

TQM Bear
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง