วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เหมาะกับรถและการใช้งาน
article author pfp

พี่หมี TQM

article created at icon26/05/69

396 ครั้ง

วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้เหมาะกับรถและการใช้งาน

     รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังกลายเป็นรถยอดนิยมของคนยุคใหม่ ด้วยข้อดีทั้งเรื่องการประหยัดค่าเชื้อเพลิง การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสมรรถนะการขับขี่ที่เงียบสงบ แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เจ้าของรถ EV ไม่ควรมองข้ามคือ "ยางรถยนต์" เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปทั่วไปอย่างสิ้นเชิง วันนี้พี่หมี TQM มีวิธีการเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับรถ เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย และช่วยประหยัดพลังงาน มาฝากกันครับ


Key Takeaway

 

  • รถยนต์ไฟฟ้า EV มีน้ำหนักมากจากแบตเตอรี่ และมีแรงบิดมหาศาลที่ส่งมาทันทีเมื่อเหยียบคันเร่ง ยางจึงต้องรับแรงเค้นสูงและสึกหรอเร็วกว่ารถน้ำมันทั่วไป 20% - 30%
  • เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้า EV ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ เสียงบดถนนของยางจึงดังกวนใจชัดเจนขึ้น การเลือกยางที่มีเทคโนโลยีซับเสียงและลายดอกยางที่เงียบจึงจำเป็นต่อความสุนทรีย์ในการขับขี่
  • หัวใจการเลือกยาง EV ต้องเน้นขนาดที่ตรงสเปก, ค่าดัชนีรับน้ำหนัก (Load Index) ที่สูงพอ, โครงสร้างที่ทนแรงบิด, แรงต้านการหมุนต่ำ (Rolling Resistance) เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ และการเกาะถนนเปียกที่ดี
  • สัญญาณเตือนควรรีบเปลี่ยนยางทันทีเมื่อดอกยางสึกถึงสะพานยาง, เนื้อยางแตกลายงา/แข็ง, แก้มยางบวม/ปูด หรือรถมีอาการสั่นและเสียงดังผิดปกติเพื่อความปลอดภัย

 

📖  รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย

 


ทำไมรถยนต์ไฟฟ้า EV ต้องใส่ใจเรื่องยางมากกว่ารถทั่วไป

     เหตุผลที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ต้องใส่ใจและพิถีพิถันเรื่องยางมากกว่ารถยนต์สันดาปทั่วไป ไม่ใช่เพราะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทยาง แต่เกิดจาก "ฟิสิกส์และลักษณะทางกายภาพ" ของตัวรถ EV เองที่สร้างภาระและแรงเค้นให้กับยางสูงกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างมหาศาล โดยสาเหตุหลักมาจากดังนี้

 

รถยนต์ไฟฟ้า EV มีน้ำหนักมากกว่ารถทั่วไป

     รถยนต์ไฟฟ้ามักมีน้ำหนักมากกว่ารถน้ำมันในขนาดใกล้เคียงกัน เพราะต้องติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ไว้ใต้ตัวรถ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้ยางต้องรับภาระมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาขับทางไกล เข้าโค้ง เบรกกะทันหัน หรือบรรทุกผู้โดยสารหลายคน ถ้าเลือกยางที่รับน้ำหนักไม่เหมาะสม อาจทำให้ยางสึกเร็ว โครงสร้างยางเสียหายง่าย หน้ายางผิดรูป หรือในกรณีรุนแรงอาจเสี่ยงต่อยางระเบิดได้

 

รถยนต์ไฟฟ้า EV มีแรงบิดทันที ทำให้ยางสึกไวขึ้น

     จุดเด่นของรถ EV คืออัตราเร่งที่มาเร็วมาก เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าส่งแรงบิดได้แทบจะทันทีเมื่อเหยียบคันเร่ง ทำให้รถพุ่งตัวได้รวดเร็ว ต่างจากรถน้ำมันที่ต้องรอรอบเครื่องยนต์ ข้อดีคือขับสนุก แซงง่าย และตอบสนองไว แต่ข้อที่ต้องระวังคือแรงบิดทันทีนี้ส่งผลให้ยางรับแรงมากขึ้น โดยเฉพาะยางหน้าในรถขับเคลื่อนล้อหน้า หรือยางหลังในรถขับเคลื่อนล้อหลัง ถ้าใช้ยางทั่วไปที่ไม่เหมาะกับ EV อาจทำให้ดอกยางสึกเร็วกว่าปกติ

 

รถยนต์ไฟฟ้า EV เงียบกว่า เสียงยางจึงชัดกว่า

     รถ EV ไม่มีเสียงเครื่องยนต์และเสียงท่อไอเสียเหมือนรถสันดาป ทำให้ห้องโดยสารเงียบมากขึ้น แต่เมื่อเสียงเครื่องยนต์หายไป เสียงอื่น ๆ จะชัดขึ้น โดยเฉพาะเสียงยางบดถนน เสียงลม และเสียงช่วงล่าง ถ้าเลือกยางที่มีเสียงดัง อาจทำให้ประสบการณ์ขับขี่ของรถ EV ลดลงอย่างชัดเจน เพราะผู้ขับและผู้โดยสารจะได้ยินเสียงยางมากกว่าปกติ จึงควรเลือกยางที่มีเทคโนโลยีลดเสียง หรือมีลายดอกยางที่ออกแบบมาให้เงียบ

ยางรถยนต์ไฟฟ้า

วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับรถ

     การเลือกยางสำหรับรถ EV ควรดูหลายปัจจัยร่วมกัน เพื่อให้ได้ยางที่เหมาะกับทั้งตัวรถ สภาพถนน และพฤติกรรมการขับขี่ของเรา โดยหลัก ๆ แล้ว วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ควรพิจารณาจากเรื่องต่อไปนี้

 

เลือกขนาดยางให้ตรงกับที่ผู้ผลิตรถกำหนด

     ต้องเลือกขนาดยางให้ถูกต้องตามคู่มือรถ หรือดูจากสเปกยางเดิมที่ติดมากับรถ ขนาดยางจะระบุเป็นตัวเลข เช่น 215/55 R18 หรือ 235/45 R19 ตัวเลขเหล่านี้บอกความกว้างของหน้ายาง ความสูงของแก้มยาง โครงสร้างยาง และขนาดล้อ หากเปลี่ยนขนาดยางผิด อาจกระทบต่อการควบคุมรถ การเบรก ความแม่นยำของมาตรวัดความเร็ว และระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ

 

ตรวจค่า Load Index ให้เหมาะกับน้ำหนักรถ

     วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปลอดภัย คือควรเลือกยางที่มีค่า Load Index ตรงตามสเปกเดิม หรือสูงกว่าเล็กน้อย ไม่ควรเลือกต่ำกว่าสเปกที่รถกำหนด เพราะอาจทำให้ยางรับน้ำหนักไม่ไหว โดยเฉพาะเวลาใช้รถทางไกล ขึ้นเขา หรือบรรทุกของเยอะ ตัวอย่างเช่น หากยางเดิมมี Load Index 98 ก็ควรเลือกยางใหม่ที่มีค่า 98 หรือสูงกว่า ไม่ควรลดลงเป็น 94 หรือ 95 แม้ขนาดยางจะใกล้เคียงกันก็ตาม

 

เลือกยางที่รองรับแรงบิดของรถ EV

     รถยนต์ไฟฟ้าขึ้นชื่อเรื่องอัตราเร่งดี เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าส่งแรงบิดได้ทันที เมื่อออกตัวเร็วหรือเร่งแซงบ่อย ยางจะรับแรงเสียดทานสูงกว่ารถทั่วไป หากใช้งานรถ EV ในเมือง ต้องหยุดและออกตัวบ่อย ๆ หรือขับรถที่มีแรงม้าสูง ควรเลือกยางที่มีโครงสร้างแข็งแรง เนื้อยางทนต่อการสึก และมีดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อรับแรงบิดสูง

 

เลือกยางที่มีค่าแรงต้านทานการหมุนต่ำ

     แรงต้านทานการหมุน หรือ Rolling Resistance คือแรงที่เกิดขึ้นขณะยางหมุนบนพื้นถนน หากยางมีแรงต้านสูง รถจะต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการเคลื่อนที่ สำหรับรถ EV ค่า Rolling Resistance มีผลต่อระยะทางต่อการชาร์จโดยตรง ยางที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดพลังงานจะช่วยให้รถใช้ไฟฟ้าน้อยลง และอาจช่วยให้วิ่งได้ไกลขึ้นในแต่ละรอบการชาร์จ

 

เลือกยางที่ลดเสียงรบกวนได้ดี

     ความเงียบเป็นจุดเด่นของรถ EV แต่ถ้าเลือกยางไม่เหมาะ เสียงยางจะเข้ามาในห้องโดยสารชัดเจนมาก โดยเฉพาะเวลาขับบนถนนคอนกรีต ถนนหยาบ หรือใช้ความเร็วสูง ยางที่เงียบมักมีลายดอกยางแบบลดเสียง มีร่องยางที่ออกแบบให้กระจายเสียง หรือมีเทคโนโลยีซับเสียงภายใน วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับคนที่เน้นความสบาย จึงควรดูรีวิวเรื่องเสียงรบกวนประกอบด้วย

 

ดูประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนเปียก

     ประเทศไทยมีฝนตกบ่อย ถนนเปียก และบางพื้นที่มีน้ำขัง การเลือกยางที่เกาะถนนเปียกดีจึงสำคัญมาก โดยเฉพาะรถ EV ที่มีน้ำหนักมากและแรงบิดสูง ยางที่ดีควรมีร่องรีดน้ำที่ออกแบบเหมาะสม ช่วยลดโอกาสเกิดอาการรถเหินน้ำ และช่วยให้เบรกได้มั่นใจขึ้นบนถนนเปียก

 

เลือกยางให้เหมาะกับสไตล์การขับขี่

     การใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงต้องเริ่มจากการถามตัวเองว่าใช้รถแบบไหนมากที่สุด

 

  • ถ้าใช้รถในเมืองเป็นหลัก ควรเลือกยางที่นุ่ม เงียบ ประหยัดพลังงาน และทนต่อการออกตัวบ่อย
  • ถ้าขับทางไกลบ่อย ควรเลือกยางที่นิ่ง เกาะถนนดี รีดน้ำดี และทนความร้อนได้ดี
  • ถ้าขับเร็วหรือใช้รถ EV สมรรถนะสูง ควรเลือกยางที่เน้นการยึดเกาะ การควบคุม และการเบรก
  • ถ้าขับน้อย แต่อยากได้ความคุ้มค่า ควรเลือกยางที่สมดุลทั้งราคา อายุการใช้งาน และความปลอดภัย

วิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้าให้เหมาะกับรถ

เปรียบเทียบยางรถยนต์ทั่วไป กับ ยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV)

     เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าคุณสมบัติของยางรถยนต์ทั่วไป กับ ยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งสองประเภทแตกต่างกันอย่างไร สามารถพิจารณาได้จากตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้

 
คุณสมบัติ ยางรถยนต์ทั่วไป (ICE) ยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
การรองรับน้ำหนัก ระดับมาตรฐาน (Standard Load / Extra Load) ระดับสูงเป็นพิเศษ (มักมีสัญลักษณ์ XL หรือ HL)
โครงสร้างแก้มยาง มีความยืดหยุ่นปานกลาง เพื่อความนุ่มนวล เสริมความแข็งแกร่งสูง เพื่อรับน้ำหนักและแรงบิด
แรงต้านทานการหมุน ระดับปานกลางถึงสูง ตามประเภทการใช้งาน ต่ำเป็นพิเศษ (Low Rolling Resistance) เพื่อประหยัดแบตเตอรี่
การควบคุมเสียงรบกวน ใช้การออกแบบร่องดอกยางในการกระจายเสียง มีการเสริมโฟมหรือชั้นซับเสียงพิเศษภายในท้องยาง
ความทนทานต่อแรงบิด ออกแบบมาสำหรับแรงบิดที่ค่อยๆ เพิ่มตามรอบเครื่อง เนื้อยางสูตรเหนียวพิเศษ ทนแรงกระชากแบบเฉียบพลันได้ดี

ควรเปลี่ยนยางรถรถยนต์ EV เมื่อไร

     การเปลี่ยนยางไม่ควรรอให้ยางหมดสภาพจนเห็นได้ชัด เพราะยางมีผลต่อความปลอดภัยโดยตรง โดยเฉลี่ยแล้ว ยางรถ EV จะสึกหรอเร็วกว่ารถยนต์สันดาปประมาณ 20% ถึง 30%  เนื่องจากต้องรับน้ำหนักที่มากและแรงบิดมหาศาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสังเกตุจากยางรถยนต์ EV ได้ดังนี้

 

  • ดอกยางเหลือน้อย : หากดอกยางรถสึกจนใกล้ถึงสะพานยาง หรือความลึกดอกยางน้อยมาก ควรรีบเปลี่ยน เพราะยางจะรีดน้ำได้ไม่ดี เกาะถนนลดลง และเสี่ยงต่อการลื่นไถลบนถนนเปียก
  • ยางแตกลายงา : แม้ดอกยางยังเหลือ แต่ถ้ายางเริ่มแตกลายงา แก้มยางแข็ง หรือมีรอยปริ ควรเปลี่ยน เพราะเนื้อยางเสื่อมสภาพแล้ว
  • ยางบวม หรือมีรอยเสียหาย : ถ้าแก้มยางบวม มีรอยปูด มีรอยฉีก หรือเคยกระแทกหลุมแรง ๆ ควรให้ช่างตรวจทันที เพราะอาจเกิดความเสียหายภายในโครงสร้างยาง
  • ขับแล้วรถสั่นหรือเสียงดังผิดปกติ : ถ้าขับแล้วรถสั่น พวงมาลัยสั่น หรือมีเสียงดังจากยาง อาจเกิดจากยางสึกไม่เท่ากัน ถ่วงล้อไม่สมดุล หรือโครงสร้างยางผิดปกติ ควรรีบตรวจเช็ค

ควรเปลี่ยนยางรถรถยนต์ EV เมื่อไร

วิธีดูแลยางรถ EV ให้ใช้งานได้นาน

     การดูแลยางรถยนต์ไฟฟ้าก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยยืดอายุการใช้งาน เพิ่มความปลอดภัย และช่วยให้รถ EV ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยสามารถทำได้ดังนี้

 

ตรวจลมยางสม่ำเสมอ

     ควรตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือก่อนเดินทางไกล โดยเติมตามค่าที่ผู้ผลิตรถกำหนด ไม่ควรเติมตามความรู้สึก เพราะลมยางที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อการกินไฟและการสึกของยาง

 

สลับยางตามระยะ

     ควรสลับยางทุกประมาณ 8,000-10,000 กิโลเมตร หรือขึ้นอยู่กับคำแนะนำของผู้ผลิตรถและยาง เพื่อให้ยางสึกเท่ากันทั้ง 4 เส้น

 

ตั้งศูนย์และถ่วงล้อ

     หากรถมีอาการพวงมาลัยสั่น รถดึงซ้ายหรือขวา หรือยางสึกไม่เท่ากัน ควรเข้าศูนย์เพื่อตรวจตั้งศูนย์และถ่วงล้อ เพราะจะช่วยลดการสึกผิดปกติและทำให้ขับขี่ปลอดภัยขึ้น

 

หลีกเลี่ยงการออกตัวแรงบ่อยเกินไป

     แม้รถ EV จะออกตัวแรงและสนุก แต่การกดคันเร่งแรงบ่อย ๆ ทำให้ยางสึกเร็วขึ้น หากต้องการถนอมยาง ควรขับอย่างนุ่มนวล โดยเฉพาะในเมืองที่ต้องหยุดและออกตัวบ่อย

 

ตรวจดอกยางและแก้มยาง

     ควรตรวจดอกยางว่าลึกพอหรือไม่ มีรอยแตกลายงา บวม ปริ หรือโดนของมีคมตำหรือเปล่า หากพบความผิดปกติควรให้ช่างตรวจทันที

 

     สุดท้ายแล้ววิธีเลือกยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ดีที่สุดคือเลือกยางตามสเปกรถจริง ไม่ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัย และเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการขับขี่ของเรา เพราะยางที่ดีไม่ได้ช่วยแค่ให้รถวิ่งได้ แต่ยังช่วยให้ขับปลอดภัย ประหยัดพลังงาน และใช้งานรถ EV ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้นในทุกเส้นทาง

 

     นอกจากนี้แล้วและขอแนะนำเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้า กับ TQM เพื่อให้คุณได้รับเบี้ยและความคุ้มครองที่คุ้มค่าที่สุด นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้า ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าและค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานที่ถูกกว่า ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคนในระยะยาวอีกด้วย

article created at icon26/05/69

396 ครั้ง

main-article-author-pfp

พี่หมี TQM

ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2221 บทความ

พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ

เช็คราคาแผนประกัน

กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อ *

นามสกุล *

เบอร์โทรศัพท์มือถือ *

TQM Bear
บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง