ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ฝีดาษลิง” กลายเป็นโรคติดเชื้อที่หลายประเทศทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าโรคนี้อันตรายมากแค่ไหน และมีอาการต่างจากโรคผิวหนังอื่นอย่างไร โดยเฉพาะ โรคอีสุกอีใส ที่มีลักษณะผื่นและตุ่มขึ้นตามร่างกายคล้ายกันจนทำให้หลายคนสับสน
การทำความเข้าใจอาการและความแตกต่างของทั้งสองโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้สังเกตอาการได้เร็วและสามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง วันนี้ พี่หมี TQM จะพามาทำความรู้จักกับอาการของ ฝีดาษลิง และ อีสุกอีใส พร้อมดูความแตกต่างที่สังเกตได้ง่าย เพื่อให้เข้าใจโรคทั้งสองชนิดมากขึ้น
Key Takeaway
- ฝีดาษลิง และ อีสุกอีใส เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีอาการคล้ายกัน เช่น มีไข้และมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกาย
- ฝีดาษลิง มักมีอาการต่อมน้ำเหลืองบวม และผื่นจะเปลี่ยนระยะพร้อมกันทั้งตัว
- อีสุกอีใส มักมีผื่นหลายระยะในเวลาเดียวกัน เช่น ผื่นแดง ตุ่มน้ำ และตุ่มหนองปะปนกัน
- ผื่นของฝีดาษลิงมักเริ่มที่ ใบหน้าแล้วกระจายทั่วร่างกาย ส่วนอีสุกอีใสมักเริ่มที่ ลำตัวก่อน
- ฝีดาษลิงมักหายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ ขณะที่อีสุกอีใสส่วนใหญ่หายภายในประมาณ 2 สัปดาห์
- การป้องกันทั้งสองโรคทำได้โดย หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย รักษาความสะอาด และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
ฝีดาษลิง คืออะไร
ฝีดาษลิง (Monkeypox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Poxviridae ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น หนูป่า หรือกระรอก เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อมาสู่คนได้ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด หรือแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เช่น การสัมผัสผื่น แผล หรือสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ

อาการของโรคฝีดาษลิง
อาการของโรคมักเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด ก่อนจะมีอาการทางผิวหนังตามมา โดยอาการที่พบได้ ได้แก่
- มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ
- ต่อมน้ำเหลืองบวมโต
- ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง
- เริ่มมีผื่นหรือตุ่มขึ้น โดยมักเริ่มจาก บริเวณใบหน้า ก่อนจะกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
ผื่นจะค่อย ๆ เปลี่ยนลักษณะจากตุ่มแดง เป็นตุ่มน้ำและตุ่มหนอง ก่อนจะตกสะเก็ดและหลุดออก ซึ่งโดยทั่วไปโรคสามารถหายเองได้ภายในประมาณ 2–3 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

โรคอีสุกอีใส คืออะไร
อีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โรคนี้ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสกับตุ่มน้ำของผู้ป่วย
อาการของโรคอีสุกอีใส
อาการเริ่มต้นมักคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป ก่อนจะมีผื่นขึ้นตามร่างกาย โดยมีอาการสำคัญ เช่น
- มีไข้ ปวดศีรษะ
- เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย
- ปวดเมื่อยตามตัวและปวดกล้ามเนื้อ
- มีตุ่มขึ้นเม็ดเล็ก ๆ ตามผิวหนัง
ผื่นของอีสุกอีใสมักเริ่มจาก บริเวณลำตัว ก่อนจะลามไปยังคอ ใบหน้า และแขนขา จากนั้นตุ่มจะพัฒนาเป็นตุ่มน้ำใส แตก และกลายเป็นสะเก็ด ซึ่งโดยทั่วไปแผลจะค่อย ๆ จางหายไปภายในประมาณ 2 สัปดาห์

ความแตกต่างระหว่างฝีดาษลิง กับ อีสุกอีใส
นพ.สุประกิต จิรารัตน์วัฒนา นายแพทย์ปฏิบัติการ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างฝีดาษลิง กับ อีสุกอีใส ว่า "อีสุกอีใสเวลามีผื่นตุ่มขึ้น ไม่นานภายใน 12 ชั่วโมงจากตุ่มแดงก็จะกลายเป็นตุ่มใส ตุ่มหนอง แปรสภาพได้รวดเร็ว และในคนเดียวกันรอยโรคจะมีหลายระยะในเวลาเดียวกัน ทั้งผื่นแดง ตุ่มใส ตุ่มหนอง ปนกันในเวลาเดียวกัน ส่วนฝีดาษลิงเวลาเปลี่ยนสภาพรอยโรคจะเปลี่ยนไปพร้อมกันทั้งร่างกาย เช่น ช่วงเป็นตุ่มใสก็จะเป็นทั้งตัว หรือตุ่มหนองก็จะเป็นทั้งตัว แต่ละระยะใช้เวลาแปรสภาพนานกว่าประมาณ 1-2 วัน และอีกจุดที่ต่างคือ อีสุกอีใส มีไข้ แต่ไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต ต่างจากฝีดาษลิงที่มีต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเป็นจุดที่ใช้วินิจฉัยแยกโรค"
วิธีป้องกันฝีดาษลิง
แม้ฝีดาษลิงส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองภายใน 2–4 สัปดาห์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่การป้องกันยังคงเป็นสิ่งสำคัญ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือแผลผิดปกติ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะของโรค
- ล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์หรือผู้ป่วย
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือเครื่องนอน
- หากเดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยง ควรเฝ้าระวังอาการอย่างน้อย 21 วัน
วิธีป้องกันโรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสกับตุ่มน้ำของผู้ป่วย ดังนั้นการป้องกันจึงควรให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของเชื้อ ดังนี้
- รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด
- หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเฉพาะในช่วงที่มีตุ่มน้ำหรือผื่นขึ้นตามร่างกาย
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือเสื้อผ้า
- รักษาความสะอาดของมือ โดยล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล
- หากติดเชื้อ ควรพักรักษาตัวและหลีกเลี่ยงการไปโรงเรียนหรือที่ทำงานจนกว่าตุ่มจะตกสะเก็ดทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
คำถามที่พบบ่อย
ฝีดาษลิงติดต่อกันง่ายไหม
ฝีดาษลิงสามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น การสัมผัสผื่น ตุ่มหนอง สารคัดหลั่ง หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน รวมถึงการสัมผัสสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัส
หากมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามตัว ควรทำอย่างไร
หากพบผื่นหรือตุ่มขึ้นตามร่างกายร่วมกับอาการไข้ ปวดเมื่อย หรืออ่อนเพลีย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย เนื่องจากอาจเป็นได้ทั้งฝีดาษลิง อีสุกอีใส หรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
ฝีดาษลิงหรืออีสุกอีใสสามารถเป็นซ้ำได้หรือไม่
โดยทั่วไปผู้ที่เคยเป็น อีสุกอีใส แล้วมักจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรค แต่เชื้อไวรัสอาจแฝงตัวอยู่ในร่างกายและกลับมาเป็นโรคงูสวัดในอนาคตได้ ส่วน ฝีดาษลิง พบโอกาสเป็นซ้ำได้น้อย แต่ยังควรป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
โรคติดเชื้อหรือโรคระบาดอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด และค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันก็มีแนวโน้มสูงขึ้น การมี ประกันสุขภาพ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความอุ่นใจให้กับตัวเองและครอบครัว หากต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ประกันสุขภาพสามารถช่วยดูแลค่าใช้จ่ายได้อย่างครอบคลุม สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันสุขภาพดี ๆ สามารถเช็คเบี้ยประกันสุขภาพได้ที่นี่ TQM โดยมีเบี้ยเริ่มต้นวันละไม่กี่บาท พร้อมผ่อนชำระ 0% และไม่ต้องสำรองจ่ายในเครือข่ายโรงพยาบาลที่กำหนด หรือปรึกษาเรื่องประกันภัย โทร 1737