เช็คราคาแผนประกัน
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโรคติดต่ออุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่พลิกวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus - NiV) ก็ได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตสูงจนน่าตกใจ แม้จะยังไม่ระบาดในวงกว้างเหมือนโควิด-19 ก็ตาม วันนี้พี่หมี TQM จะพาผู้อ่านมาทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างไวรัสนิปาห์และโควิด-19 อย่างละเอียด เพื่อให้สามารถรับมือกับโรคอุบัติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแนะนำวิธีป้องกันตัวเบื้องต้นตามหลักสุขอนามัยครับ
Key Takeaway
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
ไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus - NiV) และไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) แม้จะเป็นไวรัสที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่ทั้งคู่มีจุดร่วมที่สำคัญคือเป็นไวรัสชนิด RNA ซึ่งหมายถึงไวรัสเหล่านี้มีพันธุกรรมเป็นสายเดี่ยวของ RNA ที่สามารถกลายพันธุ์ได้ง่าย ส่งผลต่อความสามารถในการแพร่เชื้อและหลบหลีกภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ไวรัสนิปาห์จัดอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae กลุ่ม Henipavirus ซึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่มีความสามารถในการก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงในมนุษย์และสัตว์ และเป็นกลุ่มเดียวกับไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) ที่พบในออสเตรเลีย โดยไวรัสนิปาห์มีแนวโน้มรุนแรงต่อระบบประสาทของผู้ติดเชื้อ ทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบ
ในขณะที่ไวรัสโควิด-19 หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า SARS-CoV-2 อยู่ในตระกูล Coronaviridae ซึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่มีลักษณะเป็นเปลือกไขมันห่อหุ้ม และมีหนามโปรตีนรอบตัวเป็นเอกลักษณ์ มักส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โดยไวรัสในตระกูลนี้เคยเป็นสาเหตุของโรคระบาดในอดีต เช่น โรคซาร์ส (SARS) และโรคเมอร์ส (MERS) แต่ถึงแม้ทั้งสองไวรัสจะเป็น RNA virus เหมือนกัน แต่ลักษณะการก่อโรค ตำแหน่งในร่างกายที่ไวรัสเข้าโจมตี และความสามารถในการแพร่ระบาดนั้นแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงอย่างน่าตกใจ โดยสถิติในบางพื้นที่พบว่าอาจสูงถึง 40% - 75% กล่าวคือ ในผู้ติดเชื้อ 10 คน อาจมีถึง 4 ถึง 7 คนที่เสียชีวิต อีกทั้งความรุนแรงของโรคมักแสดงออกอย่างเฉียบพลัน โดยอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายในระยะเวลาอันสั้น ผู้ที่รอดชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ยังเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น อาการชักเรื้อรัง หรือความผิดปกติทางบุคลิกภาพที่อาจส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิต
ในทางกลับกัน โควิด-19 แม้จะเป็นโรคที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก แต่อัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยกลับอยู่ที่ประมาณ 1% - 3% เท่านั้น โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตาม ความน่ากลัวของโควิด-19 อยู่ที่ความสามารถในการแพร่เชื้อได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในระดับโลกในช่วงเวลาสั้น ๆ และส่งผลกระทบในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม
ไวรัสนิปาห์มักเริ่มต้นด้วยอาการที่คล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้โรคนี้แตกต่างและรุนแรงคือความสามารถของไวรัสในการโจมตีระบบประสาทส่วนกลาง โดยผู้ป่วยอาจพัฒนาเข้าสู่ภาวะสมองอักเสบเฉียบพลันอย่างรวดเร็ว ซึ่งแสดงออกผ่านอาการวิงเวียน สับสน ชัก และหมดสติ โดยอาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 24-48 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการ และบางรายอาจเข้าสู่ภาวะโคม่า
สำหรับโควิด-19 อาการทั่วไปที่พบได้บ่อยได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ และหายใจหอบเหนื่อย ในบางราย โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาการอาจลุกลามกลายเป็นปอดอักเสบ หรือมีภาวะหายใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ไวรัสส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เช่น หัวใจ ไต หรือสมอง แม้ไม่ใช่อวัยวะเป้าหมายโดยตรงก็ตาม
ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะสมอง ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมักเข้าสู่ภาวะสมองอักเสบได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ผลกระทบต่อระบบประสาทนี้สามารถนำไปสู่อาการชัก ความสับสน และแม้กระทั่งโคม่าในระยะเวลาอันสั้น ในบางกรณี ผู้ที่หายจากโรคอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ เช่น ความผิดปกติทางความคิดหรือพฤติกรรม
ในทางตรงกันข้าม โควิด-19 เน้นโจมตีระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก โดยเฉพาะที่ปอด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ เจ็บคอ หายใจลำบาก หรือมีภาวะปอดอักเสบ ในกรณีที่รุนแรง ไวรัสอาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ไต หัวใจ หรือแม้กระทั่งสมอง แต่โดยส่วนใหญ่จะไม่เกิดอาการในระบบประสาทอย่างเฉียบพลันเท่ากับไวรัสนิปาห์
ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ โดยเฉพาะผ่านการสัมผัสกับค้างคาวผลไม้ ซึ่งเป็นพาหะธรรมชาติของไวรัส หรือผ่านสัตว์ตัวกลางอย่างหมูที่ติดเชื้อแล้วถ่ายทอดสู่มนุษย์ การติดต่อจากคนสู่คนแม้จะสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ต้องอาศัยการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย เลือด หรือปัสสาวะ และไวรัสชนิดนี้ไม่ได้แพร่กระจายผ่านทางอากาศได้ง่าย จึงทำให้การระบาดมักเกิดในวงจำกัด เช่น ในครอบครัวหรือในโรงพยาบาล
ในขณะที่โควิด-19 มีวิธีการแพร่กระจายที่ง่ายและรวดเร็วกว่ามาก เชื้อสามารถแพร่ผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุย รวมถึงสามารถลอยอยู่ในอากาศในพื้นที่ปิดและไม่มีการระบายอากาศที่ดี ทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อแบบ Airborne ได้ในบางกรณี ที่สำคัญคือ ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อได้แม้ไม่มีอาการ จึงทำให้โควิด-19 มีโอกาสระบาดในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ไวรัสนิปาห์มีพาหะหลักคือค้างคาวผลไม้ ซึ่งสามารถแพร่เชื้อผ่านน้ำลาย มูล และปัสสาวะที่ปนเปื้อนอยู่บนผลไม้ที่หล่นพื้นหรือถูกแทะกิน หากมนุษย์บริโภคผลไม้ที่ปนเปื้อนโดยไม่ล้างให้สะอาดก็อาจได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีสัตว์เลี้ยงอย่างหมูที่อาจเป็นตัวกลางในการแพร่เชื้อจากค้างคาวสู่คน โดยเฉพาะในฟาร์มที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ใกล้เคียง ซึ่งเคยเกิดขึ้นจริงในการระบาดที่มาเลเซีย
ในขณะที่ไวรัสโควิด-19 เชื่อว่ามีต้นกำเนิดจากค้างคาวเช่นกัน แต่มีข้อสันนิษฐานว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอย่างตัวนิ่มอาจเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดเชื้อสู่มนุษย์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสัตว์ชนิดใดเป็นตัวกลางที่แน่ชัด ทำให้ต้นตอของการแพร่ระบาดยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
ไวรัสนิปาห์ยังมีข้อจำกัดในการแพร่กระจายจากคนสู่คน โดยส่วนใหญ่มักเกิดการติดเชื้อในวงแคบ เช่น ภายในครอบครัว หรือในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การระบาดของไวรัสนี้ยังคงจำกัดอยู่ในบางพื้นที่และไม่ลุกลามอย่างรวดเร็วในระดับชุมชนกว้าง
ตรงกันข้ามกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีศักยภาพในการแพร่กระจายสูงมาก สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วทั่วโลกภายในเวลาอันสั้น และส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของการแพร่เชื้อที่สามารถติดต่อผ่านทางอากาศหรือจากผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ จึงยากต่อการควบคุมโดยเฉพาะในระยะแรกของการระบาด
โควิด-19 เป็นโรคที่มีการพัฒนาวัคซีนหลากหลายชนิดอย่างรวดเร็วและใช้กันแพร่หลายในระดับโลก เช่น Pfizer, Moderna, Sinovac และ AstraZeneca ซึ่งช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังมียาต้านไวรัสที่ได้รับการรับรองและนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย เช่น Remdesivir, Paxlovid และ Molnupiravir ซึ่งช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในร่างกายและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ในขณะที่ไวรัสนิปาห์ยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่ได้รับการรับรองให้ใช้ในมนุษย์อย่างเป็นทางการ ทำให้การรักษาในปัจจุบันจำกัดอยู่ที่การดูแลแบบประคับประคองตามอาการ เช่น การให้สารน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ การลดไข้ และการควบคุมอาการชักหรือภาวะสมองอักเสบ ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องพึ่งพาการดูแลแบบใกล้ชิดจากแพทย์ในสถานพยาบาล และเน้นการควบคุมการระบาดเป็นหลัก

| ประเด็น | ไวรัสนิปาห์ (Nipah) | โควิด-19 (COVID-19) |
| อัตราการเสียชีวิต | 40% - 75% | ~1% - 3% |
| ระบบที่ได้รับผลกระทบ | ะบบประสาท สมองอักเสบ | ระบบทางเดินหายใจ ปอด |
| การแพร่กระจาย | ต้องสัมผัสสารคัดหลั่งใกล้ชิด | ผ่านฝอยละออง / อากาศ |
| พาหะหลัก | ค้างคาวผลไม้ / หมู | ค้างคาว / สัตว์ตัวกลาง |
| การติดต่อคนสู่คน | จำกัดในวงแคบ | แพร่กระจายได้ง่ายมาก |
| วัคซีน / ยารักษา | ยังไม่มี | มีวัคซีนและยาหลายชนิด |
| ศักยภาพในการระบาดใหญ่ | ระบาดจำกัด | ระบาดทั่วโลก (Pandemic) |
แม้ประเทศไทยยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในมนุษย์ (ณ วันที่ 26 ม.ค. 69) แต่กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด หลังพบผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะในรัฐเกรละและรัฐเวสต์เบงกอล ซึ่งเคยมีประวัติการระบาดมาก่อน นอกจากนี้ ไวรัสนิปาห์ยังเคยพบในบางประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ โดยมักเกิดจากการสัมผัสสัตว์ติดเชื้อโดยตรง
แม้จะยังไม่มีวัคซีนเฉพาะทาง แต่สามารถป้องกันตนเองจากความเสี่ยงได้ ดังนี้
แม้ไวรัสนิปาห์จะไม่แพร่กระจายได้ง่ายเหมือนโควิด-19 แต่ความรุนแรงของโรคนี้อยู่ที่อัตราการเสียชีวิตที่อาจสูงถึง 75% ซึ่งแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพียงจำนวนน้อย ก็สามารถส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุขได้อย่างมาก ขณะที่โควิด-19 แม้จะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า แต่ความสามารถในการแพร่เชื้อได้ง่ายในวงกว้าง ทำให้เกิดผลกระทบระดับโลกทั้งทางสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต
สิ่งสำคัญคือ การเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่เหล่านี้อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการมีระบบสาธารณสุขที่พร้อมรับมือ รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าเมื่อต้องเดินทางต่างประเทศ เพราะหากเจ็บป่วยขณะอยู่ต่างแดน ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอาจสูงกว่าที่คาดไว้ การมีประกันเดินทางต่างประเทศที่ครอบคลุมค่ารักษาจากโรคติดเชื้อฉุกเฉินหรือเจ็บป่วยกะทันหัน จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เช็คเบี้ยประกันเดินทางต่างประเทศ กับ TQM หรือปรึกษาเรื่องประกันภัย โทร 1737 ยินดีให้บริการครับ
320 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2188 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *
