เช็คราคาแผนประกัน
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง หลังจากที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะการระบาดของ "โควิดสายพันธุ์ JN.1" ที่พบว่าแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า ในกลุ่มวัยทำงาน โดยข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรคและศูนย์จีโนมทางการแพทย์ได้ยืนยันถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์นี้ วันนี้พี่หมี TQM จะพาไปรู้จักโควิดสายพันธุ์ JN.1 ถ้าติดเชื้อแล้วอาการจะเป็นอย่างไร คล้ายไข้หวัดใหญ่หรือไม่ พร้อมวิธีป้องกันและรับมือที่ไม่ควรมองข้าม
โควิดสายพันธุ์ JN.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน BA.2.86 ซึ่งเป็นหนึ่งในเชื้อที่มีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยมีการตรวจพบครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปี 2023 ก่อนจะแพร่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดย JN.1 มีคุณสมบัติเด่นคือสามารถหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี และแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า แม้อาการของผู้ติดเชื้อจะยังไม่รุนแรงกว่าสายพันธุ์หลักของโอมิครอน แต่เนื่องจากมีอัตราการแพร่เชื้อสูง จึงสร้างความกังวลให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอย่างมาก
แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่ก็มักมีอาการที่คล้ายกับโรคทางเดินหายใจทั่วไป โดยเฉพาะไข้หวัด ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดและไม่ได้ตรวจหาเชื้อ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
ปวดศีรษะ
ไอ มีเสมหะ
ไข้สูง มีน้ำมูก
ปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก จึงทำให้การแยกโรคด้วยตนเองอาจทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดเชื้อโควิด JN.1 ในบางรายอาจมีลักษณะเฉพาะ เช่น การไอเรื้อรัง มีเสมหะมากกว่าปกติ รู้สึกเหนื่อยง่าย เจ็บคอร่วมกับเสียงแหบ หรือการสูญเสียการรับรสและกลิ่นเล็กน้อย ซึ่งไม่ค่อยพบในไข้หวัดธรรมดา ในขณะที่ไข้หวัดมักจะมีอาการแค่ไม่กี่วัน และไม่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าเรื้อรังเท่าโควิด
หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจสอบ อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวที่อาจมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อในช่วงที่มีการระบาด ควรรีบตรวจ ATK หรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรวดเร็ว
ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางประเภทถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ หากติดเชื้อโควิดสายพันธุ์ JN.1 อาจมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอกว่าปกติ หรืออวัยวะสำคัญบางระบบทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นกลุ่มนี้จึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะกลุ่ม 9 โรคประจำตัวต่อไปนี้
โรคความดันโลหิตสูง
โรคไขมันในเลือดสูง
โรคเบาหวาน
โรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคไตเรื้อรังและผู้ที่ปลูกถ่ายไต
โรคหลอดเลือดสมอง
โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น หอบหืด ปอดอักเสบ
โรคมะเร็ง
โรคอ้วน
จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่าในช่วงวันที่ 27 เม.ย. - 3 พ.ค. 2568 (สัปดาห์ที่ 18) มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 13,266 ราย และมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่สัปดาห์ถัดมา (4–8 พ.ค.) มีผู้ติดเชื้อใหม่ 6,480 ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยกรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นพื้นที่ที่พบผู้ติดเชื้อมากที่สุด รองลงมาคือ ชลบุรี
อายุ 30–39 ปี (2,926 รายในสัปดาห์ที่ 18)
อายุ 60 ปีขึ้นไป (2,395 ราย)
อายุ 0–4 ปี (999 ราย)
ในขณะที่โรคไข้หวัดใหญ่พบผู้ป่วยใหม่ในสัปดาห์เดียวกัน (27 เม.ย.–3 พ.ค.) จำนวน 9,180 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในช่วงนี้อัตราการป่วยจากโควิด-19 สูงกว่าไข้หวัดใหญ่ถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน
นอกจากนี้ ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังรายงานว่า สายพันธุ์ LP.8.1 ซึ่งสืบสายมาจาก JN.1 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแพร่เชื้อและหลบภูมิคุ้มกันที่ดียิ่งขึ้น แม้จะยังไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับโอมิครอน แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเชื้อ SARS-CoV-2 ยังมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าโรคโควิด-19 ยังไม่สิ้นสุดเพียงเพราะอาการลดความรุนแรงลงในบางช่วง การเฝ้าระวังสายพันธุ์ใหม่ ๆ และการปรับตัวของมาตรการสาธารณสุขให้ทันต่อสถานการณ์จึงยังคงจำเป็น เพื่อป้องกันการกลับมาระบาดในวงกว้างอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางและผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น

แม้โควิดสายพันธุ์ JN.1 จะมีลักษณะอาการไม่รุนแรงในผู้ป่วยทั่วไป แต่ด้วยความสามารถในการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดี มาตรการป้องกันตัวเองจึงยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยแนวทางเหล่านี้ยังคงเหมือนกับที่ใช้ในสายพันธุ์ก่อนหน้า และได้รับการยืนยันว่าได้ผลดีหากปฏิบัติอย่างถูกวิธี
สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่แออัด โดยปิดให้มิดชิดทั้งจมูกและปาก
หลีกเลี่ยงการสัมผัสหน้ากาก และเปลี่ยนหน้ากากทันทีเมื่อเปียกหรือสกปรก
หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดหรือมีการระบายอากาศไม่ดี
หากรู้สึกไม่สบาย ให้หยุดพัก และตรวจ ATK ทันที
แม้โควิดสายพันธุ์ JN.1 และ LP.8.1 จะยังไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงแบบสายพันธุ์ดั้งเดิมอย่างเดลต้า แต่ด้วยความสามารถในการแพร่เชื้ออย่างรวดเร็วและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี ทำให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้างอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น การตื่นตัวและติดตามข่าวสารจากกรมควบคุมโรค และหน่วยงานด้านสาธารณสุขจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
โควิดสายพันธุ์ JN.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่แพร่เชื้อเร็ว อาการคล้ายไข้หวัด แต่หลบภูมิคุ้มกันได้ดี โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวควรระวังเป็นพิเศษ ข้อมูลล่าสุดยังพบว่าอัตราการติดเชื้อสูงกว่าไข้หวัดใหญ่หลายเท่าในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ดังนั้นการดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหากต้องการความอุ่นใจเพิ่มเติม การมีประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาตั้งเจ็บป่วยไข้หวัดธรรมดา หรือป่วยเพราะโควิด ก็ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายไปได้ไม่น้อย เช็กเบี้ยประกันสุขภาพออนไลน์ กับ TQM หรือสนใจปรึกษาแผนประกันที่เหมาะกับคุณได้โทร 1737 พี่หมียินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ และ ไทยรัฐออนไลน์
3,666 ครั้ง
พี่หมี TQM
ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยจาก TQM Insurance Broker | 2176 บทความ
พี่หมี TQM ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย ดูแลเรื่องรถ บ้าน สุขภาพ และการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เหมือนมีเพื่อนคอยดูแลอยู่ข้างๆ
กรอกข้อมูลเพื่อค้นหาแผนประกัน
ชื่อ *
นามสกุล *
เพศ *
วัน/เดือน/ปีเกิด *
เบอร์โทรศัพท์มือถือ *
