รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยประหยัดค่าน้ำมัน ขับเงียบ อัตราเร่งดี และมีเทคโนโลยีทันสมัย แต่แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีระบบขับเคลื่อนที่ซับซ้อนน้อยกว่ารถน้ำมันในบางส่วน ก็ยังมีโอกาสเกิดปัญหาได้เช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ซอฟต์แวร์ ยางรถยนต์ ระบบไฟฟ้า เป็นต้น วันนี้พี่หมี TQM จะพามาไปดูว่า ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง สาเหตุเกิดจากอะไร และวิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นควรทำอย่างไรกันครับ
Key Takeaway
- ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าที่พบบ่อย (ชาร์จไม่เข้า, แบตหมดเร็ว, เปิดไม่ติด) มักเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การตั้งค่าระบบ, ลมยาง, ความชื้นในพอร์ตชาร์จ หรือแบตเตอรี่ 12V อ่อน ซึ่งสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้เองตามคู่มือ
- หากมีไฟเตือนสีแดงขึ้นบนหน้าจอ ต้องหยุดรถทันที ในที่ปลอดภัยและห้ามฝืนขับต่อ ส่วนไฟสีเหลืองควรลดความเร็วและตรวจสอบตามคำแนะนำทันที
- การขับขี่แบบเร่งกระชาก การบรรทุกหนัก หรือจอดรถตากแดดจัด ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วและยางสึกไวกว่าปกติ การปรับพฤติกรรมจึงช่วยยืดอายุการใช้งานรถได้
- รถ EV เปรียบเสมือนอุปกรณ์อัจฉริยะที่พึ่งพาระบบซอฟต์แวร์สูง ดังนั้นควรหมั่นอัปเดตเวอร์ชันใหม่จากผู้ผลิต และหากระบบรวน การรีสตาร์ตตามขั้นตอนที่คู่มือระบุ มักเป็นวิธีแก้ไขเบื้องต้นที่ได้ผล
- ห้าม ยุ่งเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าแรงดันสูงหรือแกะซ่อมเองโดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการชาร์จรถหากพบความผิดปกติ เช่น พอร์ตชาร์จเปียกหรือสายชาร์จชำรุด
📖 รวมไฮไลท์ เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจได้เลย
รถยนต์ไฟฟ้า EV มีปัญหาได้จากสาเหตุอะไรบ้าง
แม้รถ EV จะไม่มีเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือระบบเกียร์ซับซ้อนเหมือนรถน้ำมัน แต่ระบบหลักของรถยนต์ไฟฟ้ายังคงพึ่งพาแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุมไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และระบบชาร์จ ซึ่งทุกส่วนสามารถเกิดปัญหาได้ สาเหตุของปัญหารถยนต์ไฟฟ้า มักเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การชาร์จไฟไม่ถูกวิธี สภาพอากาศร้อนจัด แบตเตอรี่เสื่อม ระบบไฟฟ้าขัดข้อง ซอฟต์แวร์ยังไม่ได้อัปเดต หรือใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐาน
รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จไฟไม่เข้า
หนึ่งในปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่เจ้าของรถ EV เจอบ่อย คือชาร์จไฟรถ EV ไม่เข้า หรือเสียบสายชาร์จแล้วระบบไม่เริ่มชาร์จ ปัญหานี้อาจเกิดได้ทั้งจากตัวรถ สายชาร์จ หัวชาร์จ ตู้ชาร์จ หรือระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
สาเหตุที่ทำให้รถรถยนต์ไฟฟ้า ชาร์จไฟไม่เข้า
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- หัวชาร์จเสียบไม่แน่น
- สายชาร์จชำรุดหรือไม่ได้มาตรฐาน
- ตู้ชาร์จมีปัญหา
- ระบบไฟบ้านไม่เสถียร
- รถตั้งเวลาชาร์จไว้ ทำให้ยังไม่เริ่มชาร์จทันที
- แบตเตอรี่ร้อนหรือเย็นเกินไป ระบบจึงหน่วงการชาร์จ
- พอร์ตชาร์จมีฝุ่น ความชื้น หรือสิ่งแปลกปลอม
- ซอฟต์แวร์รถหรือแอปพลิเคชันเชื่อมต่อผิดพลาด
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อชาร์จไม่เข้า
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า กรณีชาร์จไฟไม่เข้า ให้เริ่มจากขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้
- ถอดหัวชาร์จออก แล้วเสียบใหม่ให้แน่น
- ตรวจดูไฟสถานะที่ตู้ชาร์จและหน้าจอรถ
- ลองเปลี่ยนจุดชาร์จ หรือเปลี่ยนตู้ชาร์จ
- ตรวจสอบว่าในแอปหรือระบบรถมีการตั้งเวลาชาร์จไว้หรือไม่
- ตรวจดูพอร์ตชาร์จว่ามีฝุ่น น้ำ หรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่
- รีสตาร์ตแอปพลิเคชัน หรือรีสตาร์ตระบบรถตามคู่มือ
- หากใช้เครื่องชาร์จบ้าน ให้ตรวจสอบเบรกเกอร์และระบบไฟฟ้า

ปัญหาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหมดเร็วกว่าปกติ
อีกหนึ่งปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายคนกังวล คือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าลดเร็วกว่าที่คาดไว้ ระยะทางวิ่งได้น้อยลง หรือเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ลดเร็วผิดปกติ ทั้งที่ใช้งานเหมือนเดิม
สาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่ EV หมดเร็ว
แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอาจหมดเร็วกว่าปกติจากหลายสาเหตุ เช่น
- ขับรถเร็ว ใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง
- เร่งแรงหรือเบรกบ่อย
- เปิดแอร์แรง โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัด
- บรรทุกน้ำหนักมาก
- ลมยางอ่อน ทำให้รถกินพลังงานมากขึ้น
- เส้นทางขึ้นเขาหรือรถติดหนัก
- แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมตามอายุการใช้งาน
- ใช้โหมดขับขี่ที่เน้นสมรรถนะสูง
- ซอฟต์แวร์ประเมินระยะทางคลาดเคลื่อน
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อแบตเตอรี่ลดเร็ว
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า กรณีแบตเตอรี่หมดเร็ว ควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการใช้รถ ดังนี้
- ขับด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เร่งหรือเบรกกะทันหัน
- ใช้โหมด Eco หากต้องการประหยัดพลังงาน
- ตรวจเช็คลมยางให้เหมาะสมตามคู่มือรถ
- ลดการบรรทุกของหนักที่ไม่จำเป็น
- วางแผนเส้นทางก่อนเดินทางไกล
- ใช้ระบบ Regenerative Braking ให้เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการจอดตากแดดนานเกินไป หากทำได้
- อัปเดตซอฟต์แวร์รถเมื่อมีเวอร์ชันใหม่จากผู้ผลิต
รถยนต์ไฟฟ้าเปิดไม่ติดหรือสตาร์ตไม่ติด
หลายคนอาจเข้าใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการสตาร์ตแบบรถน้ำมัน จึงไม่น่าจะมีอาการสตาร์ตไม่ติด แต่ในความเป็นจริง รถ EV ก็มีโอกาสเปิดระบบไม่ได้ หรือเข้าโหมด Ready ไม่ได้ ซึ่งถือเป็น ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่พบได้เช่นกัน
สาเหตุที่รถยนต์ไฟฟ้าเปิดไม่ติด
สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่
- แบตเตอรี่ 12V หมดหรืออ่อน
- กุญแจรีโมตแบตหมด
- ระบบซอฟต์แวร์ค้าง
- รถอยู่ในโหมดป้องกันความปลอดภัย
- แบตเตอรี่หลักมีระดับไฟต่ำมาก
- ระบบไฟฟ้าหรือฟิวส์บางส่วนมีปัญหา
- ประตูหรือระบบล็อกทำงานผิดปกติ
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อรถเปิดไม่ติด
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้นกรณีรถเปิดไม่ติด มีดังนี้
- ตรวจสอบว่ากุญแจรีโมตมีแบตเตอรี่หรือไม่
- ลองใช้กุญแจสำรอง หรือใช้วิธีปลดล็อกฉุกเฉินตามคู่มือรถ
- ตรวจดูระดับแบตเตอรี่หลักผ่านแอป หากรถรองรับ
- หากสงสัยว่าแบตเตอรี่ 12V หมด ให้ติดต่อศูนย์หรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
- รีสตาร์ตระบบรถตามวิธีที่คู่มือแนะนำ
- อย่าพยายามต่อไฟหรือจั๊มป์แบตเอง หากไม่มั่นใจในวิธีที่ถูกต้อง
ปัญหาไฟเตือนบนหน้าจอรถยนต์ไฟฟ้า
รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีระบบแจ้งเตือนบนหน้าจอ เมื่อเกิดความผิดปกติ ระบบจะแสดงข้อความหรือสัญลักษณ์เตือน เพื่อให้ผู้ขับรู้ว่าควรตรวจสอบอะไร
ไฟเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่เกี่ยวกับไฟเตือนควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเฉพาะไฟเตือนเหล่านี้
- ไฟเตือนระบบแบตเตอรี่
- ไฟเตือนระบบขับเคลื่อน
- ไฟเตือนระบบเบรก
- ไฟเตือนอุณหภูมิแบตเตอรี่
- ไฟเตือนระบบชาร์จ
- ข้อความแจ้งว่าให้หยุดรถอย่างปลอดภัย
- ข้อความแจ้งว่ากำลังจำกัดกำลังขับ
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อมีไฟเตือน
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เมื่อมีไฟเตือน ควรทำดังนี้
- อ่านข้อความเตือนบนหน้าจอให้ครบ
- หากเป็นไฟเตือนสีเหลือง ให้ลดความเร็ว และตรวจสอบตามคู่มือ
- หากเป็นไฟเตือนสีแดง ให้หาที่จอดปลอดภัย และหยุดรถทันที
- ถ่ายรูปหน้าจอไฟเตือนไว้ เพื่อให้ศูนย์บริการตรวจสอบ
- ปิดรถ รอสักครู่ แล้วเปิดระบบใหม่ หากคู่มืออนุญาต
- หากไฟเตือนไม่หาย ไม่ควรฝืนขับต่อ

ระบบซอฟต์แวร์รถยนต์ไฟฟ้ารวน
รถ EV มีการทำงานคล้ายอุปกรณ์อัจฉริยะมากขึ้น เพราะหลายระบบควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ เช่น ระบบนำทาง ระบบชาร์จ ระบบความปลอดภัย ระบบช่วยขับ และแอปพลิเคชันบนมือถือ จึงมีโอกาสเกิดอาการหน้าจอค้าง แอปเชื่อมต่อไม่ได้ หรือระบบบางอย่างทำงานผิดปกติ
อาการซอฟต์แวร์รถ EV ที่พบบ่อย
ตัวอย่าง ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ด้านซอฟต์แวร์ ได้แก่
- หน้าจอกลางค้าง
- แอปรถเชื่อมต่อไม่ได้
- ข้อมูลแบตเตอรี่ไม่อัปเดต
- ระบบนำทางทำงานผิดปกติ
- ระบบชาร์จไม่เริ่มตามเวลาที่ตั้งไว้
- ระบบช่วยขับเตือนผิดพลาด
- ฟังก์ชันบางอย่างหายไปหลังอัปเดต
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าด้านซอฟต์แวร์
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า กรณีซอฟต์แวร์รวน ได้แก่
- ปิดและเปิดหน้าจอใหม่ หากรถมีฟังก์ชันรีสตาร์ตหน้าจอ
- ปิดรถ รอสักครู่ แล้วเปิดใหม่ตามคำแนะนำของคู่มือ
- ตรวจสอบสัญญาณอินเทอร์เน็ตของรถหรือมือถือ
- ออกจากระบบแอป แล้วเข้าสู่ระบบใหม่
- ตรวจสอบว่ามีซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่หรือไม่
- หลีกเลี่ยงการอัปเดตซอฟต์แวร์ขณะรถแบตเตอรี่ต่ำ
- หากอัปเดตแล้วระบบผิดปกติ ควรแจ้งศูนย์บริการ
รถยนต์ไฟฟ้าเร่งไม่ขึ้น กำลังตก
บางครั้งรถ EV อาจมีอาการกำลังตก เร่งไม่ขึ้น หรือระบบจำกัดความเร็ว ซึ่งเป็น ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่มักเกิดเมื่อรถต้องการป้องกันความเสียหายของระบบ
สาเหตุที่รถ EV เร่งไม่ขึ้น
อาการรถ EV เร่งไม่ขึ้นอาจเกิดจาก
- แบตเตอรี่เหลือน้อยมาก
- แบตเตอรี่ร้อนเกินไป
- มอเตอร์หรือระบบอินเวอร์เตอร์ร้อน
- ระบบเข้าสู่โหมดจำกัดกำลัง
- ระบบขับเคลื่อนตรวจพบความผิดปกติ
- ซอฟต์แวร์ควบคุมกำลังทำงานผิดพลาด
- ระบบระบายความร้อนมีปัญหา
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อรถเร่งไม่ขึ้น
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้น มีดังนี้
- ลดความเร็ว และขับเข้าจุดจอดที่ปลอดภัย
- ตรวจดูระดับแบตเตอรี่
- ตรวจดูไฟเตือนหรือข้อความบนหน้าจอ
- หากรถแจ้งว่าแบตเตอรี่ร้อน ให้หยุดพักรถ
- หลีกเลี่ยงการเร่งแรงซ้ำ ๆ
- หากระบบจำกัดกำลังไม่หาย ควรติดต่อศูนย์บริการ
ระบบเบรกมีรถยนต์ไฟฟ้าเสียงผิดปกติ
แม้รถ EV จะใช้ระบบ Regenerative Braking หรือระบบชะลอรถเพื่อชาร์จพลังงานกลับเข้าแบตเตอรี่ แต่ยังมีระบบเบรกจริงเหมือนรถทั่วไป เช่น ผ้าเบรก จานเบรก น้ำมันเบรก และระบบควบคุมเบรก
สาเหตุของปัญหาเบรกในรถ EV
ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ด้านเบรกอาจเกิดจาก
- จานเบรกมีสนิม เพราะใช้งานเบรกจริงน้อย
- ผ้าเบรกมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรก
- ระบบ Regenerative Braking ทำงานเปลี่ยนไป
- น้ำมันเบรกเสื่อม
- เซ็นเซอร์เบรกมีปัญหา
- ระบบเบรกไฟฟ้าหรือ ABS แจ้งเตือน
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อเบรกผิดปกติ
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้นเมื่อเบรกมีเสียงหรือรู้สึกผิดปกติ ได้แก่
- ทดลองเบรกเบา ๆ ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสังเกตอาการ
- ตรวจสอบว่ามีไฟเตือนระบบเบรกหรือไม่
- หลีกเลี่ยงการขับเร็ว หากรู้สึกว่าเบรกไม่มั่นใจ
- หากเบรกมีเสียงดังต่อเนื่อง ควรเข้าศูนย์ตรวจเช็ค
- หากแป้นเบรกจม เบรกแข็ง หรือเบรกไม่อยู่ ให้หยุดใช้รถทันที
ยางรถยนต์ไฟฟ้าสึกเร็ว
รถ EV มักมีน้ำหนักมากกว่ารถน้ำมันบางรุ่น เพราะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และมีแรงบิดสูง ทำให้ยางรับภาระมากขึ้น หากขับแรงหรือเร่งบ่อย ยางอาจสึกเร็วกว่าที่คาดไว้
สาเหตุที่ยางรถ EV สึกเร็ว
สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- แรงบิดสูง ทำให้ยางสึกจากการออกตัวแรง
- น้ำหนักรถมาก
- ลมยางไม่เหมาะสม
- ตั้งศูนย์ล้อไม่ตรง
- ใช้ยางที่ไม่เหมาะกับรถ EV
- ขับเร็วหรือเข้าโค้งแรงเป็นประจำ
- วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อยางสึกเร็ว
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อยางสึกเร็ว
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเรื่องยาง ได้แก่
- ตรวจลมยางสม่ำเสมอ
- สลับยางตามระยะที่ผู้ผลิตแนะนำ
- ตั้งศูนย์และถ่วงล้อเมื่อมีอาการรถดึงหรือพวงมาลัยสั่น
- เลือกยางรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับน้ำหนักและแรงบิดของรถ EV
- หลีกเลี่ยงการออกตัวแรงโดยไม่จำเป็น

ปัญหาแอร์รถยนต์ไฟฟ้าไม่เย็น
รถ EV ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการทำงานของระบบปรับอากาศ หากแอร์ไม่เย็นหรือทำงานผิดปกติ อาจกระทบทั้งความสบายของผู้โดยสารและการใช้พลังงานของรถ
สาเหตุที่แอร์รถ EV ไม่เย็น
ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ด้านแอร์อาจเกิดจาก
- น้ำยาแอร์รั่วหรือขาด
- คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้ามีปัญหา
- ไส้กรองแอร์สกปรก
- เซ็นเซอร์อุณหภูมิผิดปกติ
- ระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ทำงานหนัก
- ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบแอร์ผิดพลาด
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าเมื่อแอร์ไม่เย็น
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้น ได้แก่
- ตรวจว่าตั้งอุณหภูมิและโหมดแอร์ถูกต้องหรือไม่
- ปิดโหมดประหยัดพลังงานบางอย่าง หากทำให้แอร์ลดกำลัง
- ตรวจไส้กรองแอร์ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนหรือยัง
- จอดรถในที่ร่มเพื่อลดภาระแอร์
- หากแอร์ไม่เย็นต่อเนื่อง ควรเข้าศูนย์ตรวจระบบแอร์
รถยนต์ไฟฟ้าลุยน้ำหรือน้ำท่วม
รถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นถูกออกแบบให้มีมาตรฐานป้องกันน้ำในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถขับลุยน้ำลึกได้อย่างปลอดภัยทุกสถานการณ์ น้ำท่วมยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่เจ้าของรถ EV ควรระวัง
ความเสี่ยงของรถ EV เมื่อลุยน้ำ
ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ที่อาจเกิดจากน้ำ ได้แก่
- น้ำเข้าพอร์ตชาร์จ
- ความชื้นสะสมในระบบไฟฟ้า
- เซ็นเซอร์ทำงานผิดปกติ
- ระบบเบรกมีเสียงหรือประสิทธิภาพลดลง
- น้ำทำให้ชิ้นส่วนใต้ท้องรถเสียหาย
- ระบบไฟฟ้าแรงดันสูงเข้าสู่โหมดป้องกัน
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้าหลังลุยน้ำ
วิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า หลังเจอฝนหนักหรือน้ำท่วม ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการขับลุยน้ำลึก
- หากจำเป็นต้องผ่านน้ำ ให้ขับช้า ๆ ไม่เร่งแรง
- หลังผ่านน้ำ ให้ทดสอบเบรกเบา ๆ ในพื้นที่ปลอดภัย
- ห้ามชาร์จรถทันที หากสงสัยว่าพอร์ตชาร์จเปียกหรือมีน้ำเข้า
- ตรวจดูใต้ท้องรถและพอร์ตชาร์จว่ามีความผิดปกติหรือไม่
- หากรถจมน้ำหรือน้ำสูงถึงพื้นรถ ควรติดต่อศูนย์บริการทันที

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อรถยนต์ไฟฟ้ามีปัญหา
เมื่อเจอปัญหารถยนต์ไฟฟ้า หลายคนอาจตกใจและรีบแก้เอง แต่บางวิธีอาจเสี่ยงอันตรายหรือทำให้รถเสียหายมากขึ้น โดยก็ยังมีข้อควรหลีกเลี่ยง ที่ไม่ควรทำเองเมื่อรถยนต์ไฟฟ้ามีปัญหา ดังนี้
- ไม่ควรแกะระบบไฟฟ้าแรงดันสูงเอง
- ไม่ควรใช้สายชาร์จที่ชำรุด
- ไม่ควรชาร์จรถหากพอร์ตชาร์จเปียก
- ไม่ควรฝืนขับต่อเมื่อมีไฟเตือนสีแดง
- ไม่ควรจั๊มป์แบตเตอรี่โดยไม่อ่านคู่มือ
- ไม่ควรใช้เครื่องชาร์จหรืออุปกรณ์แปลงไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ไม่ควรรีเซ็ตระบบซ้ำหลายครั้งหากรถแจ้งเตือนรุนแรง
การรู้จักปัญหารถยนต์ไฟฟ้า และเข้าใจวิธีแก้ปัญหารถยนต์ไฟฟ้า เบื้องต้น จะช่วยให้เจ้าของรถ EV รับมือได้อย่างถูกต้อง ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน แต่หากพบอาการรุนแรง เช่น ไฟเตือนสีแดง กลิ่นไหม้ ควัน รถเร่งไม่ขึ้น หรือรถถูกน้ำท่วม ควรหยุดใช้รถทันทีและติดต่อศูนย์บริการ
และหากใครที่มองหาประกันรถยนต์ไฟฟ้า ที่คุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ชาร์จไฟต่างๆ สามารถเข้ามาเช็คเบี้ยประกันรถไฟฟ้า EV กับ TQM พร้อมบริการรถยก รถใช้ฟรีระหว่างซ่อม หรือหากต้องการปรึกษาเรื่องประกันภัยเพิ่มเติม สามารถโทร 1737 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ